วาซาบิ (wasabi) แปลว่าอะไร?|ทำไมต้องใช้คำว่า “ฉุน” ไม่ใช่ “เผ็ด” และวาซาบิที่คุณกินอาจไม่ใช่วาซาบิ

Kodak
คำญี่ปุ่นวันนี้คือ วาซาบิ (山葵 / わさび) ครับ!

คำนี้คนไทยรู้จักกันหมดแล้วใช่ไหมครับ แต่ผมมีสองเรื่องที่อยากบอก และผมว่ามันจะทำให้คุณมองก้อนเขียว ๆ ในจานซูชิเปลี่ยนไปเลย

เรื่องแรก ⇒ ความแรงของวาซาบิไม่ใช่ “เผ็ด” แต่คือ “ฉุน”
เรื่องที่สอง ⇒ วาซาบิที่คุณเคยกิน ส่วนใหญ่ไม่ใช่วาซาบิครับ

เดี๋ยวนะครับ! ไม่ใช่วาซาบิเหรอครับ? แล้วผมกินอะไรมาตลอดชีวิตเนี่ย…

วาซาบิแปลว่าอะไร? มาดูตัวคันจิ 山葵 กันก่อน

วาซาบิ (わさび / 山葵) คือชื่อพืชชนิดหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eutrema japonicum (ชื่อเดิมคือ Wasabia japonica) เป็นพืชในวงศ์ผักกาด (Brassicaceae) วงศ์เดียวกับมัสตาร์ด หัวไชเท้า และกะหล่ำปลีครับ

คันจิที่ใช้เขียนคือ 山葵 ประกอบด้วยสองตัว

คันจิ 山葵 (วาซาบิ)
山 (ยามะ) = ภูเขา
葵 (อาโออิ) = ต้นชบา / ต้นฮอลลีฮ็อค (พืชใบกลม ๆ)

รวมกันได้ภาพ “ต้นใบกลมที่ขึ้นบนภูเขา”
⇒ เพราะวาซาบิเติบโตตามลำธารบนภูเขาที่น้ำเย็นและมีร่มเงา

ส่วนที่เราเอามากินคือ เหง้า (rhizome) ครับ ไม่ใช่ราก ไม่ใช่ใบ (แม้ใบและก้านก็กินได้และมีขายเป็นของดองในญี่ปุ่น) เหง้าที่โตเต็มที่จะยาวประมาณนิ้วมือ สีเขียวอมน้ำตาล หน้าตาเหมือนหัวเผือกเล็ก ๆ ครับ

อ๋อ… งั้นแปลว่ามันไม่ได้เกิดมาเป็นก้อนสีเขียวสดแบบที่เห็นในหลอดสินะครับ?
Kodak

ตาแหลมมากครับ! นั่นแหละคือเรื่องที่สองที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนะครับ

แต่ก่อนอื่น เรามาจัดการเรื่อง “ฉุน” กับ “เผ็ด” ให้จบก่อนดีกว่าครับ เพราะตรงนี้แหละที่ภาษาไทยได้เปรียบภาษาอื่นเยอะมาก

ทำไมต้องพูดว่า “ฉุน” ไม่ใช่ “เผ็ด”? นี่คือจุดที่ภาษาไทยได้เปรียบ

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ เวลาคุณโดนวาซาบิเข้าเต็ม ๆ คุณพูดว่าอะไร?

ผมเดาว่าคุณคงไม่ได้พูดว่า “โอ๊ย เผ็ด” แต่พูดว่า “โอ๊ย ฉุนขึ้นจมูก!” ใช่ไหมครับ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยครับ เพราะความรู้สึกสองอย่างนี้เกิดจากสารคนละตัว และเกิดที่อวัยวะคนละที่ ภาษาไทยมีคำแยกไว้ให้อยู่แล้ว ในขณะที่ภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า “hot” หรือ “spicy” เหมือนกันหมดจนสับสน

เผ็ด (พริก) vs ฉุน (วาซาบิ)

พริก ⇒ สาร แคปไซซิน (capsaicin)ร้อนที่ลิ้น ⇒ ละลายในน้ำมัน อยู่นาน ดื่มน้ำไม่ค่อยช่วย
วาซาบิ ⇒ สาร อัลลิลไอโซไทโอไซยาเนต (allyl isothiocyanate)ฉุนขึ้นจมูก ⇒ ระเหยง่าย มาเร็วไปเร็ว ดื่มน้ำแล้วหายได้

ทำไมวาซาบิถึงพุ่งขึ้นจมูก แต่พริกไม่?

คำตอบอยู่ที่คำว่า “ระเหยง่าย” (volatile) ครับ

สารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนตกลายเป็นไอได้ง่ายมากที่อุณหภูมิห้อง พอมันอยู่ในปากคุณ มันจะกลายเป็นไอแล้วลอยขึ้นไปตามโพรงหลังปากเข้าสู่โพรงจมูกทันที ไปกระตุ้นปลายประสาทตรงนั้น

ส่วนแคปไซซินในพริกเป็นสารที่ละลายในน้ำมันและไม่ระเหย มันจึงเกาะอยู่กับผิวลิ้นและเยื่อบุในปาก ไม่ไปไหน

มิน่าล่ะครับ! ตอนกินพริกกะเพราเผ็ด ๆ ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่หาย แต่ตอนโดนวาซาบิ แค่หายใจสองสามทีก็หายแล้ว
Kodak

เป๊ะเลยครับ! นั่นคือหลักฐานตรง ๆ ว่ามันคนละสารกันนะครับ

เคล็ดลับเวลาโดนวาซาบิแรง ๆ คือ หายใจออกทางปาก ไม่ใช่ทางจมูก ครับ เพราะการหายใจออกทางจมูกจะพาไอของสารพุ่งขึ้นไปแรงกว่าเดิมอีกนะครับ!

คำญี่ปุ่นก็แยกสองอย่างนี้เหมือนกัน

เกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจครับ ภาษาญี่ปุ่นเองกลับไม่มีคำแยกที่ชัดเท่าภาษาไทย เขาใช้คำว่า 辛い (คาไร) กับทั้งพริกและวาซาบิ แล้วค่อยเติมคำขยายเอา

【คำญี่ปุ่นที่ใช้บรรยายความแรง】
辛い (คาไร) — “เผ็ด/แรง” ใช้ได้กับทุกอย่าง เป็นคำกลาง ๆ
ピリ辛 (ปิริคาระ) — เผ็ดนิด ๆ แบบพริก
ツーンとくる (ซือน โตะ คุรุ)ความรู้สึก “พุ่งขึ้นจมูก” ⇒ ตรงกับคำว่า “ฉุน” ที่สุด
鼻に抜ける (ฮานะ นิ นุเครุ) — “ทะลุออกทางจมูก”

เวลาคนญี่ปุ่นกินวาซาบิแล้วอุทานว่า 「ツーン!」 นั่นคือคำเดียวกับ “ฉุน” ของเราเลยครับ

ความจริงที่ต้องรับให้ได้: วาซาบิที่คุณกิน ส่วนใหญ่คือฮอร์สแรดิช

Kodak

เอาล่ะครับ ถึงเวลาของข่าวร้ายแล้ว

วาซาบิสีเขียวสดในถ้วยเล็ก ๆ ที่ร้านซูชิให้มา และวาซาบิในหลอดที่ขายในซูเปอร์ ส่วนใหญ่มากคือ ฮอร์สแรดิช (horseradish) ผสมมัสตาร์ดแล้วแต่งสีเขียว ครับ

ฮอร์สแรดิช… คือหัวไชเท้าฝรั่งใช่ไหมครับ? แต่ทำไมมันถึงฉุนเหมือนกันได้ล่ะครับ?

เพราะมันมีสารตัวเดียวกัน

คำตอบง่ายมากครับ ฮอร์สแรดิช (Armoracia rusticana) อยู่ในวงศ์ผักกาดเหมือนกับวาซาบิ และมีสารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนตตัวเดียวกัน

ทั้งสองชนิดเก็บสารตั้งต้นที่ชื่อกลูโคซิโนเลตไว้ในเซลล์ พอเซลล์ถูกทำลาย เช่นตอนขูดหรือบด เอนไซม์จะทำงานแล้วเปลี่ยนมันเป็นสารฉุนขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่วาซาบิต้องขูดสด ๆ ตอนจะกิน ครับ ถ้าไม่ทำลายเซลล์ ก็ไม่มีความฉุน

กลไกความฉุน
เซลล์ยังไม่แตก ⇒ มีแค่กลูโคซิโนเลต (ไม่ฉุนเลย)
↓ ขูด / บด / เคี้ยว
เอนไซม์ทำปฏิกิริยา ⇒ เกิด อัลลิลไอโซไทโอไซยาเนต
↓ สารระเหยขึ้นโพรงจมูก
“ฉุน!”

แล้วต่างกันตรงไหน?

ถ้าสารฉุนเหมือนกัน แล้วทำไมต้องแยกล่ะครับ? ต่างกันที่ “กลิ่น” ไม่ใช่ “ความแรง” ครับ

วาซาบิแท้ (ฮนวาซาบิ) vs วาซาบิฝรั่ง (ฮอร์สแรดิช)

【วาซาบิแท้ 本わさび ฮนวาซาบิ】
・ขูดออกมาแล้ว เป็นสีเขียวธรรมชาติ (ออกเขียวอมน้ำตาลนิด ๆ ไม่ใช่เขียวสดจัด)
・มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ออกโทนหวานและสดชื่น
・ความฉุนมาแล้วหายไว ตามด้วยรสหวานอ่อน ๆ ที่ปลายลิ้น
・ปลูกยาก ราคาแพงมาก

【วาซาบิฝรั่ง = ฮอร์สแรดิช 西洋わさび เซโยวาซาบิ】
・ขูดออกมาแล้ว เป็นสีขาว ⇒ ต้องแต่งสีเขียวเข้าไปทีหลัง
・กลิ่นออกไปทางหัวไชเท้า
・ความฉุนแรงและติดค้างนานกว่า
・ปลูกง่าย ราคาถูก จึงเป็นวัตถุดิบหลักของวาซาบิหลอด

อ๋อ… ที่มันต้องแต่งสีเขียว ก็เพราะตัวจริงมันสีขาวนี่เองเหรอครับ! เข้าใจแล้วครับ
Kodak

ใช่ครับ! และนี่คือเคล็ดลับดูฉลากง่าย ๆ นะครับ

วาซาบิหลอดที่ญี่ปุ่น ถ้ามีคำว่า 「本わさび」(ฮนวาซาบิ) เขียนอยู่ แปลว่ามีวาซาบิแท้ผสมอยู่จริง แต่ถ้าไม่มีคำนี้เลย ก็เป็นฮอร์สแรดิชแต่งสีล้วน ๆ ครับ

กฎการเขียนฉลากญี่ปุ่นคือต้องเรียงส่วนผสมจากมากไปน้อย ดังนั้นถ้า “本わさび” อยู่ต้น ๆ ก็แปลว่ามีเยอะนะครับ

ทำไมวาซาบิแท้ถึงหายากขนาดนั้น?

เหตุผลอยู่ที่เงื่อนไขการปลูกที่โหดมาก ครับ วาซาบิต้องการ

  • อุณหภูมิราว 8–20 องศาเซลเซียส ⇒ ร้อนกว่านี้ก็ตาย (นี่คือเหตุผลที่ปลูกในไทยแทบไม่ได้เลยครับ)
  • ร่มเงา ⇒ โดนแดดจัดไม่ได้
  • ความชื้นสูงและน้ำไหลตลอดเวลา ⇒ วิธีปลูกแบบดั้งเดิมคือปลูกในแปลงกรวดที่มีน้ำจากลำธารภูเขาไหลผ่านตลอด เรียกว่า ซาวะวาซาบิ (沢わさび)
  • เวลา ⇒ กว่าจะโตพอเก็บได้ต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ

เงื่อนไขพวกนี้ทำให้พื้นที่ปลูกได้จริงมีจำกัดมาก ราคาจึงสูงตามไปด้วย และเป็นเหตุผลที่ร้านซูชิราคาคำละสิบบาทไม่มีทางใช้ของแท้ได้ครับ

ที่หนักกว่านั้นคือ ขูดแล้วต้องรีบกิน

ต่อให้ได้ของแท้มา มันก็ยังไม่จบครับ เพราะความฉุนและกลิ่นของวาซาบิ หายไปเร็วมาก

ตามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านวาซาบิของญี่ปุ่น หลังขูดเสร็จ ความฉุนกับกลิ่นจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในราว 1–3 นาที (ถ้าใช้ที่ขูดหนังปลาฉลาม) หรือ 2–4 นาที (ถ้าใช้ที่ขูดโลหะ) แล้วจะอร่อยต่อไปอีกราว 10 นาที เท่านั้น

เพราะแบบนี้ร้านระดับสูงจึงขูดวาซาบิให้ทีละคำ ต่อหน้าลูกค้า ไม่ขูดกองไว้ล่วงหน้าครับ

แค่ 10 นาทีเองเหรอครับ?! โหดกว่าที่คิดเยอะเลยครับเนี่ย

เรื่องที่ควรรู้: ทำไมไม่ควรละลายวาซาบิลงในโชยุ

Kodak

รู้กลไกความฉุนไปแล้ว ทีนี้เรื่องมารยาทจะเข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

ที่ร้านซูชิญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยอยากให้ลูกค้าเขี่ยวาซาบิลงไปคนในจานโชยุ นะครับ ไม่ใช่เพราะเรื่องมารยาทอย่างเดียว แต่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้วย

เหตุผลมีสองข้อครับ

หนึ่ง พอละลายลงในโชยุ กลิ่นหอมของวาซาบิจะกระจายหายไปพร้อมกับความฉุน เหลือแค่รสเค็มของโชยุ ทั้งที่กลิ่นหอมนั่นแหละคือสิ่งที่แพงที่สุดในวาซาบิ

สอง ในร้านซูชิแบบดั้งเดิม ช่างใส่วาซาบิให้เรียบร้อยแล้ว ครับ เขาสอดไว้ระหว่างเนตะ (หน้าปลา) กับชาริ (ข้าว) โดยกะปริมาณให้พอดีกับปลาชิ้นนั้น ๆ มาแล้ว

・วาซาบิถูกสอดไว้ระหว่างข้าวกับปลาเรียบร้อยแล้ว ⇒ ไม่ต้องเติมก็ได้
・ถ้าอยากเติม ⇒ แตะวาซาบินิดหน่อยไว้บนหน้าปลา แทนการละลายลงจานโชยุ
・จิ้มโชยุ ⇒ จิ้มด้านหน้าปลา ไม่จิ้มด้านข้าว (ข้าวจะดูดโชยุจนเค็มเกินและร่วง)
・ถ้าไม่ชอบวาซาบิ ⇒ สั่งว่า 「サビ抜き」(ซาบินุกิ) = “ไม่ใส่วาซาบิครับ”

「ซาบินุกิ」จำง่ายดีครับ! แต่เอ๊ะ ทำไมเรียก “ซาบิ” เฉย ๆ ล่ะครับ ไม่ใช่ “วาซาบิ” เหรอครับ?
Kodak

สังเกตดีมากครับ! ในร้านซูชิเขาตัดคำให้สั้นลงเหลือ サビ (ซาบิ) ครับ

และวาซาบิยังมีชื่อลับอีกชื่อด้วยนะครับ คือ นามิดะ (なみだ) ที่แปลว่า “น้ำตา” เหตุผลก็ตรงตัวเลยครับ ใส่เยอะแล้วน้ำตาไหล!

สรุปเรื่องวาซาบิ

วาซาบิ 山葵 = “ต้นใบกลมบนภูเขา” ⇒ พืช Eutrema japonicum ส่วนที่กินคือเหง้า
ความแรงของมันคือ “ฉุน” ไม่ใช่ “เผ็ด” ⇒ สารอัลลิลไอโซไทโอไซยาเนต ระเหยง่าย ขึ้นจมูก มาเร็วไปเร็ว / พริกใช้แคปไซซิน ละลายในน้ำมัน ร้อนที่ลิ้น อยู่นาน
วาซาบิส่วนใหญ่ในตลาดคือฮอร์สแรดิชแต่งสีเขียว ⇒ สารฉุนตัวเดียวกัน แต่กลิ่นต่างกัน ของแท้ขูดแล้วเขียวเอง ของแทนขูดแล้วขาว
ของแท้แพงเพราะปลูกยาก ⇒ ต้องการ 8–20°C ร่มเงา และน้ำไหลตลอด และขูดแล้วอร่อยได้แค่ราว 10 นาที
อย่าละลายวาซาบิลงในโชยุ ⇒ กลิ่นหายหมด และช่างสอดวาซาบิไว้ใต้ปลาให้แล้ว
คราวหน้าผมจะลองไม่คนวาซาบิลงโชยุดูครับ อยากรู้ว่ากลิ่นมันต่างจริงไหม!
Kodak

ลองเลยครับ! ต่างชัดเจนแน่นอนนะครับ

และถ้าอยากรู้ว่าคำอื่น ๆ ในร้านซูชิแปลว่าอะไรบ้าง ผมรวบรวมไว้ให้แล้วครับ

คำศัพท์ซูชิ ฉบับเข้าใจจริง|ทำไม “ซูชิ” ไม่ได้แปลว่าปลาดิบ และคำลับที่ช่างใช้ในร้าน
รวมคำศัพท์ในร้านซูชิทั้งหมด แบ่งเป็น 3 ชั้น ตั้งแต่ ชาริ เนตะ การิ ไปจนถึงคำลับอย่าง อางาริ และ มุราซากิ

แหล่งอ้างอิง
Wikipedia “Wasabi”(https://en.wikipedia.org/wiki/Wasabi
วิกิพีเดีย “วาซาบิ”(https://th.wikipedia.org/wiki/วาซาบิ
わさラボ「本わさびの美味しい食べ方」(https://www.wasa-lab.com/knowledge/530/
nippon.com「おすし屋さんの業界用語」(https://www.nippon.com/ja/japan-data/h01735/