โครงสร้างคือ “intro-“(เข้าข้างใน)+ “duc”(นำ)+ “-tion”(ทำให้เป็นคำนาม)
ภาพหลักคือ “การพาเข้ามาข้างใน” ครับ พอเป็นคน ก็คือ “การแนะนำให้รู้จัก” พอเป็นหนังสือ ก็คือ “introduction” = “คำนำ, บทนำ, บทเกริ่น” นั่นเองนะครับ!
- 1 introduction แปลว่าอะไร? ภาพหลักคือ “การพาผู้อ่านเข้ามาข้างใน”
- 2 “คำนำ” ในภาษาไทย คือ “คำ” + “นำ” — ตรงกับ introduction แบบไม่ได้นัดกัน
- 3 introduction กับ introduce ต่างกันยังไง?
- 4 วิธีเขียน introduction ของเรียงความภาษาอังกฤษ
- 5 introduction ออกเสียงยังไง? เสียงเปลี่ยนจาก introduce ตรงไหน
- 6 รากศัพท์ของ introduction:มาจาก introducere ของภาษาละติน
- 7 คำในตระกูล duc ที่เจอบ่อยในงานเขียน
- 8 สรุป:ความหมาย รากศัพท์ และวิธีจำคำว่า introduction
introduction แปลว่าอะไร? ภาพหลักคือ “การพาผู้อ่านเข้ามาข้างใน”
“introduction”(อ่านว่า /ˌɪntrəˈdʌkʃən/ อิน-ทระ-ดั๊ค-ชั่น【คำนาม】)แปลว่า “คำนำ, บทนำ” “การแนะนำให้รู้จัก” “การนำเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก” ครับ
เห็นสามความหมายนี้แล้วอาจรู้สึกว่ามันคนละเรื่องกันเลย แต่จริง ๆ แล้วมันคือภาพเดียวกันหมดครับ นั่นคือ “จูงมือใครสักคนจากข้างนอก พาเดินเข้ามาข้างใน”
- พาคนเข้ามาในวง ⇒ การแนะนำให้รู้จัก
- พาผู้อ่านเข้ามาในเนื้อหา ⇒ คำนำ, บทนำ
- พาของใหม่เข้ามาในสังคม ⇒ การนำเข้ามาใช้ครั้งแรก
ใช่ครับ “ข้างใน” ในที่นี้เป็นอะไรก็ได้ที่มีขอบเขตนะครับ
กลุ่มเพื่อน หนังสือหนึ่งเล่ม วงการหนึ่งวงการ ตลาดหนึ่งตลาด — ตราบใดที่มีเส้นแบ่งระหว่าง “ข้างนอก” กับ “ข้างใน” คำนี้ก็ทำงานได้หมดเลยครับ
ประโยคตัวอย่างพื้นฐานของ introduction
【คำนำ / บทนำ】
・The introduction of this book is only two pages long.
(คำนำของหนังสือเล่มนี้ยาวแค่สองหน้าเอง)
・Write a short introduction before the main body.
(เขียนบทนำสั้น ๆ ก่อนเนื้อเรื่องหลัก)【การแนะนำให้รู้จัก】
・Let’s begin with a brief introduction.
(เริ่มจากการแนะนำตัวสั้น ๆ กันก่อนนะ)
・She gave me an introduction to her boss.
(เธอแนะนำผมให้เจ้านายของเธอรู้จัก)【การนำเข้ามาใช้ครั้งแรก】
・The introduction of smartphones changed everything.
(การเข้ามาของสมาร์ตโฟนเปลี่ยนทุกอย่างไปหมด)【หนังสือระดับเบื้องต้น】
・”An Introduction to Economics”
(”เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น” ※ชื่อหนังสือเรียนมักขึ้นต้นแบบนี้)※อ้างอิงความหมายและรูปประโยคจาก Cambridge Dictionary
“คำนำ” ในภาษาไทย คือ “คำ” + “นำ” — ตรงกับ introduction แบบไม่ได้นัดกัน
ตรงนี้คือส่วนที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นที่สุดครับ
คำไทยที่เราใช้เรียกส่วนแรกของรายงานคือ “คำนำ” ใช่ไหมครับ ลองแกะมันออกเป็นสองชิ้นดูนะครับ
แกะคำว่า “คำนำ”
คำ(ถ้อยคำ, ข้อความ)+ นำ(พาไปข้างหน้า, ไปก่อนโดยมีคนตาม)
⇒ แปลตรงตัวว่า “ถ้อยคำที่พาผู้อ่านเดินไปข้างหน้า”
เทียบกับ introduction
intro-(เข้าข้างใน)+ duc(นำ)+ -tion(คำนาม)
⇒ แปลตรงตัวว่า “การนำเข้าไปข้างใน”
เหมือนกันเป๊ะเลยครับ! และสองภาษานี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยนะครับ ภาษาไทยอยู่ในตระกูลไท-กะได ส่วนละตินอยู่ในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน คนละสายกันคนละซีกโลก
แต่ทั้งคู่กลับเลือกคำว่า “นำ” มาสร้างคำว่า “คำนำ” เหมือนกัน เพราะมนุษย์มองภาพ “ส่วนเปิดของบทความ” เป็น “คนที่เดินนำหน้าเรา” เหมือนกันครับ
ถูกต้องครับ และผมอยากให้จำประโยคนี้ไว้เลยนะครับ — “นำ” ของไทย ≒ “duc” ของอังกฤษ
เพราะพยางค์เล็ก ๆ ตัวนี้จะโผล่ขึ้นมาอีกหลายรอบ ทั้งในเรื่องไฟฟ้า เรื่องการแพทย์ และเรื่องดนตรี ลองคอยสังเกตดูนะครับ
“คำนำ” กับ “บทนำ” ต่างกันยังไง? แล้วอังกฤษเรียกว่าอะไร
ภาษาไทยมีทั้ง คำนำ และ บทนำ ครับ และน่าสนใจมากว่าทั้งสองคำก็ลงท้ายด้วย “นำ” เหมือนกัน
●คำนำ(คำ + นำ)
ส่วนที่ผู้เขียนพูดกับผู้อ่านโดยตรง — ทำเล่มนี้ขึ้นมาทำไม ขอบเขตแค่ไหน ขอบคุณใครบ้าง
⇒ ภาษาอังกฤษใกล้เคียงกับ preface หรือ foreword มากกว่า
●บทนำ(บท + นำ)
บทแรกของเนื้อหา ที่ปูพื้นเรื่องและบอกว่าจะพูดถึงอะไร
⇒ ภาษาอังกฤษคือ introduction ตรงตัว(ในงานวิจัยคือ Chapter 1: Introduction)
※ในการใช้งานจริงเส้นแบ่งนี้ไม่ได้เข้มงวดนัก รายงานนักเรียนไทยหลายเล่มใช้ “คำนำ” ทำหน้าที่ของ introduction ไปเลยก็มีครับ
introduction กับ introduce ต่างกันยังไง?
สองคำนี้คือคำเดียวกันครับ ต่างกันแค่ ชนิดของคำ เท่านั้นเอง
ครอบครัวคำ introduce
introduce【คำกริยา】= แนะนำ, นำเข้ามา
・He introduced the new plan.(เขานำเสนอแผนใหม่)
introduction【คำนาม】= การแนะนำ, คำนำ
・the introduction of the new plan(การนำแผนใหม่เข้ามาใช้)
introductory【คำคุณศัพท์】= ซึ่งเป็นการเกริ่นนำ, ระดับเบื้องต้น
・an introductory course(คอร์สระดับเบื้องต้น)
ใช้วิธีดูคำข้างหน้าครับ ง่ายมากเลยนะครับ
ถ้าข้างหน้ามี a / the / this หรือมีบุพบทอย่าง in / for อยู่ ⇒ ต้องเป็นคำนาม introduction
ถ้าตำแหน่งนั้นเป็นที่ของกริยา(หลังประธาน หรือหลัง will/can)⇒ ต้องเป็น introduce ครับ
วิธีเขียน introduction ของเรียงความภาษาอังกฤษ
คนไทยที่ต้องเขียนเรียงความหรือรายงานภาษาอังกฤษมักจะติดตรงย่อหน้าแรกนี้แหละครับ เพราะโครงสร้างของ introduction แบบฝรั่งไม่เหมือน “คำนำ” ที่เราคุ้นเคยเสียทีเดียว
คำนำแบบไทยมักเริ่มด้วย “รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา…” ใช่ไหมครับ
แต่ introduction แบบอังกฤษจะไม่พูดถึงตัวรายงานในประโยคแรกเลยครับ มันจะเริ่มจาก “เรื่องที่จะเล่า” ทันทีนะครับ
ไม่ถึงกับใช้ไม่ได้ครับ แค่ต้องสลับลำดับใหม่นิดหน่อยเองนะครับ
introduction ของฝรั่งมี 3 ชั้นเสมอ คือ เปิดประเด็นกว้าง ⇒ แคบลงมาที่ปัญหา ⇒ ประกาศว่าเราจะพูดอะไร เหมือนกรวยที่ค่อย ๆ แคบลงครับ
โครงกรวย 3 ชั้นของ introduction
① Hook(ประโยคเปิดที่ดึงความสนใจ)
・In recent years, …(ในช่วงไม่กี่ปีมานี้…)
・More and more people are …(คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลัง…)
② Background(ปูพื้นเรื่อง แคบเข้าหาประเด็น)
・However, this raises a serious problem.(อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ)
・One reason for this is …(สาเหตุหนึ่งคือ…)
③ Thesis statement(ประโยคหลัก บอกว่าเราจะพูดอะไร)
・This essay will discuss …(เรียงความนี้จะอภิปรายเกี่ยวกับ…)
・In this essay, I will argue that …(ในเรียงความนี้ ผมจะโต้แย้งว่า…)
※ประโยคที่สำคัญที่สุดคือ ③ ครับ ครูฝรั่งจะมองหาประโยคนี้เป็นอันดับแรกเลย
ผมเองก็เคยโดนแบบนั้นตอนเรียนป.โทที่ต่างประเทศครับ ส่งเรียงความฉบับแรกไป อาจารย์เขียนคอมเมนต์กลับมาว่า “Where’s your thesis?”
ผมงงมากเพราะคิดว่าเขียนคำนำแนะนำหัวข้อไปแล้ว แต่จริง ๆ แล้วผมเขียนแบบไทยคือเกริ่นไปเรื่อย ๆ ไม่บอกจุดยืนชัดเจน กว่าจะรู้ตัวว่าต้องใส่ thesis statement ตั้งแต่ประโยคท้ายของย่อหน้าแรกเลย ก็เสียเวลาแก้อยู่หลายฉบับเลยครับ
พูดได้ตรงมากครับ! และนี่คือจุดที่ต่างจากวิธีเขียนแบบไทยที่สุดเลยนะครับ
เพราะ introduction แปลตรงตัวว่า “การพาเข้าไปข้างใน” ถ้าไม่บอกว่าจะพาไปไหน ผู้อ่านก็ไม่กล้าเดินตามครับ
introduction ออกเสียงยังไง? เสียงเปลี่ยนจาก introduce ตรงไหน
คำอ่านคือ /ˌɪntrəˈdʌkʃən/ แบ่งเป็น 4 พยางค์ in-tro-DUC-tion ครับ
จุดสำคัญที่สุดคือ ส่วน duc เปลี่ยนเสียงไปจากคำกริยาอย่างสิ้นเชิง
①introduce = /djuːs/(ดิ้วซ์ เสียงยาว)แต่ introduction = /dʌk/(ดั๊ค เสียงสั้น)
สะกดเหมือนกันแต่เสียงคนละตัวเลยครับ คนไทยมักเผลออ่านว่า “อิน-ทระ-ดิ้ว-ชั่น” ซึ่งฝรั่งจะฟังไม่ออก
②ลงน้ำหนักที่พยางค์ที่ 3(in-tro-DUC-tion)
ตำแหน่งเน้นยังอยู่ที่ราก duc เหมือนเดิม แต่ตอนนี้มันไม่ใช่พยางค์สุดท้ายแล้ว
③-tion อ่านว่า “ชั่น” ไม่ใช่ “ทิ-ออน”
เสียง /ʃən/ ครับ เบาและสั้น อย่าออกเสียงหนักจนไปแย่งน้ำหนักจาก DUC
④เสียงสระตัวแรกเป็นเสียงลดรูป
in-tro– ตรงกลางออกเสียงเบามาก ๆ เกือบเป็น “ทระ” กลืน ๆ ไม่ใช่ “โทร” เต็มเสียง
รากศัพท์ของ introduction:มาจาก introducere ของภาษาละติน
introduction เข้าสู่ภาษาอังกฤษราวปลายศตวรรษที่ 14 ครับ ซึ่งเก่ากว่าคำกริยา introduce เสียอีก โดยผ่านทางภาษาฝรั่งเศสเก่า
ผมก็เคยแปลกใจพอ ๆ กับคุณเลยครับตอนไปอ่านเจอครั้งแรก เพราะปกติเราจะคุ้นกับการที่คำนามแตกออกมาจากคำกริยา
แต่พอไปเช็ก etymonline จริง ๆ ถึงเข้าใจว่าภาษาละตินสร้างคำนามจากก้านกริยาได้โดยตรงผ่านฝรั่งเศสเก่า ไม่จำเป็นต้องรอให้คำกริยาเข้ามาในอังกฤษก่อนเสมอไป ตั้งแต่รู้เรื่องนี้ผมเลยเลิกสมมติว่าคำนามกับคำกริยาต้องเข้ามาตามลำดับตรรกะเสมอครับ
introduction (n.)
late 14c., from Old French introduccion and directly from Latin introductionem, noun of action from introducere “to lead in, bring in,” from intro- “inward, to the inside” + ducere “to lead.”คำแปลภาษาไทย:ปลายศตวรรษที่ 14 มาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า introduccion และมาจากภาษาละติน introductionem โดยตรง ซึ่งเป็นคำนามแสดงการกระทำของ introducere(นำเข้าไปข้างใน)ประกอบด้วย intro-(เข้าข้างใน)+ ducere(นำ)
※อ้างอิง Online Etymology Dictionary
เป็นคำถามที่ดีมากครับ! เหตุผลคือภาษาอังกฤษไม่ได้ “สร้าง” คำนี้เองนะครับ แต่ ยืมมาทั้งชุด
คำนามถูกยืมเข้ามาก่อนผ่านฝรั่งเศส แล้วอีกไม่กี่สิบปีถัดมาถึงยืมคำกริยาตามมาจากละตินโดยตรงครับ
คำในตระกูล duc ที่เจอบ่อยในงานเขียน
เมื่อจับ duc = “นำ” ได้แล้ว คำนามวิชาการหลายคำจะแตกออกได้ทันทีครับ
- conclusion ตรงข้ามกับ introduction:อันหนึ่งพาเข้า อีกอันปิดท้าย ⇒ บทสรุป
- production:pro-(ไปข้างหน้า)+ duc + tion ⇒ การผลิต, การสร้างออกมา
- reduction:re-(กลับหลัง)+ duc + tion ⇒ การลด, การหั่นลง
- deduction:de-(ลงมา)+ duc + tion ⇒ การอนุมาน, การหักลบ
- induction:in-(เข้าไปใน)+ duc + tion ⇒ การเหนี่ยวนำ, การอุปนัย
สังเกตนะครับว่าทุกคำในลิสต์นี้เขียน -duction เหมือนกันหมดเลย
เท่ากับว่าเราเจอ “แม่พิมพ์” ของภาษาอังกฤษแล้วครับ แค่เปลี่ยนหัวคำที่บอกทิศทาง ก็ได้คำนามวิชาการเพิ่มทีละคำเลยนะครับ
เช็คให้ชัวร์ใน 30 วินาที: กำลังเขียน “คำนำ” หรือ “บทนำ” กันแน่?
ภาษาไทยมีทั้ง “คำนำ” และ “บทนำ” ซึ่งลงท้าย “นำ” เหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษแยกคนละคำ
≒ คำนำ (คำ + นำ)
≒ บทนำ (บท + นำ) เช่น Chapter 1: Introduction
เช่น He introduced the new plan.
เช่น the introduction of the new plan
เช่น an introductory course
※ introduction ของเรียงความอังกฤษเป็นรูปกรวย 3 ชั้นเสมอ: Hook → Background → Thesis statement — ห้ามเริ่มด้วย “รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อ…” แบบคำนำไทย เพราะฝรั่งจะหา thesis ไม่เจอ
สรุป:ความหมาย รากศัพท์ และวิธีจำคำว่า introduction
●introduction = “intro-(เข้าข้างใน)” + “duc(นำ)” + “-tion(คำนาม)”
⇒ ภาพหลักคือ “การพาเข้ามาข้างใน”
⇒ แปลว่า “คำนำ, บทนำ / การแนะนำให้รู้จัก / การนำเข้ามาใช้ครั้งแรก”
●จุดเชื่อมกับภาษาไทย
คำนำ = “คำ” + “นำ” / บทนำ = “บท” + “นำ“
คำว่า “นำ” ของไทย ทำงานเหมือน “duc” ของอังกฤษเป๊ะ
●คำนำ vs บทนำ
คำนำ ≒ preface / foreword / บทนำ ≒ introduction
●โครงเขียน introduction ของเรียงความ
Hook ⇒ Background ⇒ Thesis statement(กรวยที่ค่อย ๆ แคบลง)
●การออกเสียง
/ˌɪntrəˈdʌkʃən/ — ระวัง duc ในคำนี้เป็นเสียงสั้น “ดั๊ค” ไม่ใช่ “ดิ้ว” แบบ introduce
Online Etymology Dictionary(https://www.etymonline.com/word/introduction)
Cambridge Dictionary(https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/introduction)
วิกิพจนานุกรม ภาษาไทย「นำ」(https://th.wiktionary.org/wiki/นำ)
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔(https://dictionary.orst.go.th/)