คำนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ “contra-“(สวนทาง・ต้าน・ตรงข้าม)+ “dict(dicere)”(พูด・กล่าว)
ภาพหลักของคำคือ “พูดสวนกลับไปคนละทาง” จากตรงนี้จึงกลายเป็น “contradiction” = “การพูดแย้ง” “ความขัดแย้งกันเอง” “ข้อความที่ขัดกันในตัว” นะครับ
ตรงนี้แหละครับที่น่าสนใจที่สุดของคำนี้เลย!
ลองนึกดูนะครับ คำอังกฤษหลายคำเราทับศัพท์กันจนติดปาก เช่น “คอนเซปต์” “คอนเทนต์” “คอนโด” แต่พอเป็น “คอนทราดิกชัน” กลับแทบไม่มีใครพูดกันเลย ทั้งที่เป็นคำตระกูล con- เหมือนกัน
วันนี้เราจะมาดูกันครับว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น และคนไทยใช้คำว่าอะไรแทนนะครับ
- 1 “contradiction” แปลว่าอะไร? ภาพหลักคือ “พูดสวนกลับไปคนละทาง”
- 2 “ความขัดแย้งในตัวเอง” กับคำทับศัพท์ “คอนทราดิกชัน” ทำไมภาษาไทยไม่ยืมคำนี้?
- 3 “ขัดแย้งในตัวเอง ภาษาอังกฤษ” พูดว่าอะไร? รวมทุกรูปของ self-contradiction
- 4 “contradiction” ออกเสียงยังไง? 3 จุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด
- 5 contradiction / conflict / paradox ต่างกันยังไง? กับดักของคำว่า “ความขัดแย้ง”
- 6 รากศัพท์ของ “contradiction” และครอบครัวคำ dict ที่ใหญ่มาก
- 7 สรุป “contradiction” ความหมาย การออกเสียง และวิธีจำ
“contradiction” แปลว่าอะไร? ภาพหลักคือ “พูดสวนกลับไปคนละทาง”
“contradiction”(อ่านว่า /ˌkɑːn.trəˈdɪk.ʃən/ คอน-ทระ-ดิก-ชัน【คำนาม】)คือคำที่แปลว่า “การพูดโต้แย้ง” “ความไม่สอดคล้องกัน” “ข้อความที่ขัดแย้งกันเอง”
คำนี้ประกอบขึ้นจาก “contra-(สวนทาง, ต้าน, ตรงกันข้าม)” + “dicere(พูด, กล่าว)” ซึ่งเป็นคำละติน โดยภาพร่วมที่อยู่เบื้องหลังทุกความหมายคือ “คำพูด 2 อันวิ่งสวนกัน จนอยู่ด้วยกันไม่ได้” ครับ
ลองจินตนาการว่ามีรถ 2 คันวิ่งเข้าหากันบนถนนเลนเดียว
ถ้าคันหนึ่งบอกว่า “จริง” อีกคันบอกว่า “ไม่จริง” มันก็ไปต่อพร้อมกันไม่ได้ ต้องมีฝ่ายหนึ่งผิดเสมอ นี่แหละครับคือความรู้สึกของ “contradiction” นะครับ
ในภาษาอังกฤษ contradiction ใช้ได้ทั้งแบบนับได้และนับไม่ได้ครับ ถ้าหมายถึง “ข้อขัดแย้งชิ้นหนึ่ง ๆ” จะนับได้ (a contradiction / contradictions) แต่ถ้าหมายถึง “การโต้แย้ง” แบบนามธรรม จะนับไม่ได้ เช่น without contradiction(โดยไม่มีใครแย้ง)
ส่วนรูปคำอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกันคือ contradict(คำกริยา = พูดแย้ง, ขัดกับ) และ contradictory(คำคุณศัพท์ = ที่ขัดแย้งกัน) ครับ
ตัวอย่างประโยคพื้นฐานของ “contradiction”
【ความไม่สอดคล้องกันระหว่าง 2 สิ่ง】
・There is a contradiction between what he says and what he does.
(สิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่เขาทำมันขัดกันอยู่)
・The report is full of contradictions.
(รายงานฉบับนี้เต็มไปด้วยข้อขัดแย้ง)【การพูดโต้แย้ง・การเถียง】
・She accepted the decision without contradiction.
(เธอยอมรับการตัดสินใจนั้นโดยไม่โต้แย้งอะไรเลย)【ขัดแย้งกันเองในตัว】
・”A silent scream” is a contradiction in terms.
(”เสียงกรีดร้องที่เงียบสนิท” เป็นถ้อยคำที่ขัดกันเองในตัว)【คำกริยา contradict】
・The new evidence contradicts his story.
(หลักฐานชิ้นใหม่ขัดกับเรื่องที่เขาเล่า)
・He contradicted himself several times.
(เขาพูดขัดกับตัวเองอยู่หลายครั้ง)
・Please don’t contradict me in front of the customers.
(อย่าเถียงผมต่อหน้าลูกค้าเลยนะ)
สังเกตเก่งมากครับ! แต่ลองดูดี ๆ นะครับ ทุกคำแปลที่โผล่มามีคำว่า “ขัด” หรือ “แย้ง” อยู่ในนั้นเสมอเลย
และนั่นแหละครับคือคำตอบว่า ทำไมคนไทยถึงไม่ต้องยืมคำว่า “คอนทราดิกชัน” มาใช้เลย เดี๋ยวเรามาดูกันครับ
“ความขัดแย้งในตัวเอง” กับคำทับศัพท์ “คอนทราดิกชัน” ทำไมภาษาไทยไม่ยืมคำนี้?
คำตอบสั้น ๆ ก่อนเลยครับ: เพราะภาษาไทยมี “คำของตัวเอง” ที่ตรงเป๊ะอยู่แล้ว นั่นคือ “ขัดแย้ง”
ในชีวิตประจำวัน คนไทยจะพูดว่า “ความขัดแย้ง” “ข้อขัดแย้ง” “ขัดแย้งในตัวเอง” ส่วนคำว่า “คอนทราดิกชัน” นั้นจะเจอได้แค่ในตำราตรรกศาสตร์กับงานแปลปรัชญาเท่านั้นครับ
⇒ ชีวิตประจำวัน・ข่าว・งานเขียนทั่วไป = “ความขัดแย้ง / ข้อขัดแย้ง / ขัดแย้งในตัวเอง”
⇒ ตำราตรรกศาสตร์・ปรัชญา = “ข้อขัดแย้ง”(บางเล่มวงเล็บทับศัพท์ “คอนทราดิกชัน” ไว้ข้างหลัง)
คำถามคมมากครับ! ผมว่ามี 2 เหตุผลหลักเลยนะครับ
ข้อแรก คำว่า “ขัดแย้ง” ของเรามันเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย เพราะแยกออกเป็น “ขัด” กับ “แย้ง” ที่คนไทยรู้จักดีอยู่แล้ว
ข้อสอง คำว่า “คอนทราดิกชัน” มันยาวถึง 5 พยางค์ และออกเสียงยากสำหรับปากคนไทย เทียบกับ “ขัดแย้ง” ที่มีแค่ 2 พยางค์ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยืมมาใช้เลยครับ
1. “ขัดแย้ง” = “ขัด” + “แย้ง” โครงสร้างซ้อนทับกับ contra- + dict พอดี
ลองแยกคำว่า “ขัดแย้ง” ออกเป็นชิ้น ๆ ดูนะครับ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของ “ขัดแย้ง” ไว้สั้น ๆ ว่า “ไม่ลงรอยกัน” ส่วนคำว่า “แย้ง” นิยามไว้ว่า “ไม่ตรงหรือลงรอยเดียวกัน; ต้าน, ทานไว้” ครับ
เทียบชิ้นส่วนกันตรง ๆ
●contradiction=contra-(สวนทาง, ต้าน)+ dicere(พูด)
●ความขัดแย้ง=ขัด(ขวาง, ไม่ทำตาม, ไม่ลงรอย)+ แย้ง(ต้าน, โต้กลับ)
⇒ ทั้งคู่คือ “(การต้าน)+(การโต้กลับด้วยคำพูด)” เหมือนกันเลย
น่าทึ่งไหมครับ! ภาษาละตินกับภาษาไทยอยู่คนละซีกโลก แต่กลับสร้างคำด้วยตรรกะเดียวกันเป๊ะ
“แย้ง” ของไทยเป็นกริยาที่มีกลิ่นของ “การพูดสวนกลับ” ชัดมากนะครับ เช่น “ผมขอแย้งหน่อยครับ” ก็คือการเปิดปากค้านนั่นเอง ตรงกับ dict(พูด)เลย
ในแง่โครงสร้างใช่ครับ แต่ในแง่มารยาทต้องระวังนิดนึงนะครับ!
“contradict someone” ในภาษาอังกฤษฟังดูแรงกว่า “ขอแย้ง” ของไทยพอสมควร เพราะมันแปลว่า “บอกว่าที่คุณพูดน่ะผิด” ตรง ๆ เลย
ในที่ประชุมจริง ๆ ฝรั่งจะพูดว่า “I see it a bit differently.” หรือ “May I offer another view?” มากกว่าครับ
2. “ในตัวเอง” คือกุญแจสำคัญของคำว่า “ขัดแย้งในตัวเอง”
คำว่า “ขัดแย้ง” เฉย ๆ นั้นกว้างมากครับ ใช้ได้ทั้งกับคน 2 คนที่ทะเลาะกัน และกับข้อมูล 2 ชุดที่ไม่ตรงกัน
แต่พอเติมคำว่า “ในตัวเอง” เข้าไป ความหมายจะแคบลงมาเหลือแค่เรื่องเดียวทันที นั่นคือ “สิ่งนั้นขัดกับตัวมันเอง โดยไม่ต้องมีคู่กรณีจากข้างนอกเลย”
・“เขาสองคนขัดแย้งกัน”
⇒ มีคน 2 ฝ่าย = ภาษาอังกฤษใช้ conflict หรือ disagree
・“คำพูดของเขาขัดแย้งในตัวเอง”
⇒ มีแค่คน ๆ เดียว แต่พูดชนกันเอง = ภาษาอังกฤษใช้ contradiction หรือ self-contradictory
ใช่เลยครับ! เข้าใจไวมาก
ในวงการปรัชญาไทยจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ข้อความขัดแย้งในตัว” ซึ่งตรงกับ self-contradictory statement ในภาษาอังกฤษพอดีเป๊ะเลยนะครับ
3. คำทับศัพท์ “คอนทราดิกชัน” โผล่มาที่ไหนบ้าง?
ที่ที่เราจะได้เจอคำทับศัพท์นี้จริง ๆ มีอยู่ไม่กี่ที่ครับ และที่ชัดที่สุดคือวิชาคณิตศาสตร์ ม.4 บทตรรกศาสตร์
ในบทเรียนเรื่อง “รูปแบบของประพจน์” นักเรียนไทยจะได้เรียนคำคู่หนึ่งเสมอ นั่นคือ
คู่หูจากห้องเรียนตรรกศาสตร์
●สัจนิรันดร์(tautology)
⇒ ประพจน์ที่มีค่าความจริงเป็น “จริง” ในทุกกรณี
●ข้อขัดแย้ง(contradiction)
⇒ ประพจน์ที่มีค่าความจริงเป็น “เท็จ” ในทุกกรณี
※ ตัวอย่างคลาสสิกคือ p ∧ ~p(”ฝนตก และ ฝนไม่ตก” พร้อมกัน)ซึ่งเป็นเท็จเสมอ
นั่นแหละครับคือกำไรของการเรียนศัพท์วันนี้!
สังเกตนะครับว่า แม้แต่ในตำราคณิตศาสตร์ที่เป็นวิชาการสุด ๆ ตัวเนื้อหาก็ยังใช้คำว่า “ข้อขัดแย้ง” เป็นหลัก ส่วน “contradiction” หรือ “คอนทราดิกชัน” แค่โผล่มาในวงเล็บเฉย ๆ
เรียกได้ว่าคำยืมคำนี้ “เข้ามาแล้ว แต่ไม่เคยหยั่งราก” ในภาษาไทยเลยครับ
4. คำใหม่มาแรง “ย้อนแย้ง”
ถ้าคุณอ่านข่าวหรือโพสต์ในโซเชียลของไทยช่วงสิบกว่าปีมานี้ จะเห็นคำหนึ่งบ่อยมาก นั่นคือ “ย้อนแย้ง”
คำนี้หมายถึง “ขัดแย้งอยู่ในตัวเอง” ใช้กับความคิดหรือการกระทำที่ตีกันเองครับ เช่น “นโยบายนี้ย้อนแย้งกับสิ่งที่เคยประกาศไว้”
จุดที่น่าสนใจคือ “ย้อนแย้ง” ยังไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นะครับ เป็นคำที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการแล้วแพร่ออกมาสู่คนทั่วไป
และสังเกตดี ๆ นะครับว่า เวลาภาษาไทยต้องการคำใหม่เพื่ออธิบายแนวคิดนี้ เราก็ยัง “สร้างคำไทยขึ้นมาใหม่”(ย้อน + แย้ง)แทนที่จะหยิบคำอังกฤษมาทับศัพท์อยู่ดีครับ
555 พูดได้ดีครับ! แต่ผมว่ามันสะท้อนอะไรบางอย่างนะ
คำที่เรามักทับศัพท์กันมักเป็นของใหม่ที่มากับเทคโนโลยีหรือวัฒนธรรมต่างชาติ(คอนโด, แอป, คอนเทนต์)แต่แนวคิดเรื่อง “การพูดขัดกันเอง” มันเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกชาติเจอมาตั้งแต่ต้น ภาษาไทยเลยมีคำของตัวเองพร้อมใช้มานานแล้วครับ
อีกจุดหนึ่งที่ยืนยันว่าคำว่า “ขัด” กับ “แย้ง” คือคำหลักของเรื่องนี้ ก็คือภาษากฎหมายไทยครับ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 5 ใช้ถ้อยคำว่า “ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ” ซึ่งถ้าจะแปลกลับเป็นอังกฤษก็คือ contrary to / inconsistent with the Constitution นั่นเองครับ
“ขัดแย้งในตัวเอง ภาษาอังกฤษ” พูดว่าอะไร? รวมทุกรูปของ self-contradiction
ทีนี้มาถึงคำถามที่คนไทยค้นหากันเยอะที่สุดครับ นั่นคือ “อยากพูดว่า ขัดแย้งในตัวเอง เป็นภาษาอังกฤษ ต้องใช้คำไหน?”
คำตอบคือ มีอยู่หลายรูป และเลือกใช้ตามชนิดของคำในประโยค ครับ
“ขัดแย้งในตัวเอง” ในภาษาอังกฤษ 4 รูปแบบ
●self-contradiction【คำนาม】
⇒ “ความขัดแย้งในตัวเอง” ตัวข้อความหรือแนวคิดที่ขัดกันเอง
(His argument is a self-contradiction.)
●self-contradictory【คำคุณศัพท์】
⇒ “ที่ขัดแย้งในตัวเอง” ใช้ขยายคำนาม(ใช้บ่อยที่สุดในชีวิตจริง)
(The rule is self-contradictory.)
●contradict oneself【วลีกริยา】
⇒ “พูดขัดกับตัวเอง” เน้นที่ตัวคนพูด
(You’re contradicting yourself.)
●a contradiction in terms【สำนวน】
⇒ “ถ้อยคำที่ขัดกันเองในตัว” ใช้กับ “วลี” ที่ประกอบด้วยคำที่อยู่ด้วยกันไม่ได้
(”Military intelligence” is a contradiction in terms.)
ถ้าจำได้แค่อันเดียว ผมแนะนำ “contradict yourself” ครับ!
เพราะมันเป็นรูปที่ฝรั่งใช้พูดกันจริง ๆ ในบทสนทนา เช่นเวลาเพื่อนพูดกลับไปกลับมา เราก็บอกว่า “Wait, you’re contradicting yourself.”(เดี๋ยวนะ เธอพูดขัดกับตัวเองแล้ว)
ส่วน “self-contradiction” เป็นคำที่หนักและเป็นวิชาการกว่า มักเจอในงานเขียนมากกว่าคำพูดนะครับ
ระวัง! “self-contradiction” ไม่ได้แปลว่า “โกหกตัวเอง”
จุดที่คนไทยเข้าใจผิดบ่อยคือ นึกว่า self-contradiction แปลว่า “หลอกตัวเอง” ครับ ซึ่งไม่ใช่นะครับ
self-contradiction เป็นเรื่องของตรรกะล้วน ๆ คือ “ข้อความ 2 อันในเรื่องเดียวกันมันชนกันเอง” ส่วน “หลอกตัวเอง” ที่เป็นเรื่องของจิตใจ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า self-deception หรือ be in denial ครับ
・self-contradiction = ขัดแย้งในตัวเอง(ตรรกะพัง)
※ “ผมไม่เคยพูดอะไรเลยสักคำ” ⇒ พูดประโยคนี้ออกมาก็ขัดกับตัวเองแล้ว
・self-deception = การหลอกตัวเอง(จิตใจไม่ยอมรับความจริง)
※ รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่รัก แต่ก็ยังบอกตัวเองว่าเขาแค่ยุ่ง
“contradiction” ออกเสียงยังไง? 3 จุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด
คำนี้ยาวถึง 4 พยางค์ และหัวใจอยู่ที่ ตำแหน่งการลงเสียงหนัก (stress) ครับ
con – tra – DIC – tion
(คอน – ทระ – ดิ๊ก – ชัน)
สัทอักษร UK:/ˌkɒn.trəˈdɪk.ʃən/
สัทอักษร US:/ˌkɑːn.trəˈdɪk.ʃən/
⇒ เสียงหนักหลักอยู่ที่พยางค์ที่ 3 คือ “DIC (ดิ๊ก)”
⇒ ส่วนคำกริยา contradict = /ˌkɒn.trəˈdɪkt/ ลงเสียงหนักที่ท้ายคำเหมือนกัน
นั่นคือจุดที่คนไทยพลาดกันเยอะที่สุดเลยครับ!
เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่ทุกพยางค์มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน เราจึงเผลอออกเสียงแบบ “เท่ากันหมด” แต่ภาษาอังกฤษต้องมี “พยางค์ที่ดังกว่าเพื่อน” เสมอนะครับ
ลองพูดให้ “ดิ๊ก” ดังและยาวกว่าพยางค์อื่นดูครับ แล้วเสียงจะเป็นภาษาอังกฤษขึ้นทันที
จุดที่ 1:”-tra-” ต้องเบาและกลืน ไม่ใช่ “ทรา” เต็มเสียง
พยางค์ที่ 2 เขียนว่า tra ก็จริง แต่เสียงจริงคือ /trə/ ซึ่งสระเป็นเสียง “เออะ” แบบกลืน ๆ (เรียกว่าเสียง schwa) ครับ
ถ้าออกเสียงเต็มปากว่า “ทรา” เหมือนคำว่า “ทราย” เสียงจะหนักผิดที่ทันที ให้ออกแบบเบา ๆ ประมาณ “ทเระ” แล้วรีบวิ่งไปหาพยางค์ “ดิ๊ก” เลยครับ
แถมอีกเรื่องที่สนุกครับ! ในคำไทยแท้ ตัวสะกด “ทร” มักอ่านออกเสียงเป็น “ซ” นะครับ
เช่น ทราบ(ซาบ)ทราย(ซาย)อินทรี(อิน-ซี)
แต่ในคำทับศัพท์อย่าง “คอนทราดิกชัน” ตัว ทร ต้องอ่านเป็นเสียง /tr/ ควบกล้ำจริง ๆ นะครับ อย่าเผลออ่านเป็น “คอน-ซา-ดิก-ชัน” เด็ดขาด!
จุดที่ 2:เสียงควบกล้ำ /tr/ ห้ามตัด “r” ทิ้ง
คนไทยจำนวนมากออกเสียงคำนี้เป็น “คอน-ทา-ดิก-ชั่น” โดยตัดเสียง r ทิ้งไปเลยครับ ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดมาจากภาษาไทยพูดเร็วในชีวิตประจำวัน (เช่น “ประเทศ” กลายเป็น “ปะเทด”)
แต่ในภาษาอังกฤษ เสียง /tr/ นี้สำคัญมากครับ วิธีฝึกง่าย ๆ คือให้นึกถึงคำที่คุ้นเคยอยู่แล้วอย่าง train หรือ tree แล้วใส่เสียงนั้นลงไปในพยางค์ที่ 2 ครับ
จุดที่ 3:”-tion” = “ชัน” ไม่ใช่ “ชั่น” ที่ลากยาว
คนไทยมักออกเสียงท้ายคำเป็น “-ชั่น” แบบมีวรรณยุกต์เอกและลากเสียง แต่ในภาษาอังกฤษพยางค์นี้เป็นพยางค์ที่ไม่ลงเสียงหนัก จึงต้องออกเสียงสั้น เบา และกลืน ๆ เป็น /ʃən/ ครับ
เทคนิคง่าย ๆ คือ ยิ่งพยางค์ไหน “ไม่สำคัญ” ก็ยิ่งต้องออกเสียง เบาและเร็ว ครับ
พยางค์ท้าย -tion ในคำอังกฤษ (education, information, situation) แทบไม่เคยลงเสียงหนักเลยนะครับ จำหลักนี้ไว้อันเดียว ใช้ได้กับคำอีกเป็นร้อยคำเลยครับ
ส่วนเรื่องการเขียนทับศัพท์ก็มีเกร็ดเล็ก ๆ ครับ ตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยทั่วไปจะไม่ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ คำนี้จึงเขียนว่า “คอนทราดิกชัน” (ไม่ใช่ “คอนทราดิกชั่น”) ครับ ถึงจะเห็นแบบใส่ไม้เอกกันบ่อยในอินเทอร์เน็ตก็ตาม
contradiction / conflict / paradox ต่างกันยังไง? กับดักของคำว่า “ความขัดแย้ง”
ตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะเป็นจุดที่คนไทยแปลผิดกันบ่อยที่สุดเลย!
คือคำไทยคำเดียวว่า “ความขัดแย้ง” ของเรานั้นกว้างเกินกว่าคำว่า contradiction ครับ ถ้าแปลตรงตัวไปทุกครั้ง จะเพี้ยนแน่นอน
ไม่ได้ครับ! ตรงนั้นต้องใช้ conflict นะครับ
เพราะ contradiction คือความขัดกันของ “ข้อความ ความคิด หรือข้อมูล”
ส่วน conflict คือความขัดกันของ “คน กลุ่มคน หรือผลประโยชน์” ครับ
“ความขัดแย้ง” ภาษาไทย ⇒ แตกเป็นภาษาอังกฤษหลายคำ
●contradiction ⇒ ข้อความ 2 อันอยู่ด้วยกันไม่ได้ (เรื่องตรรกะ)
・a contradiction in his statement(ข้อขัดแย้งในคำให้การของเขา)
●conflict ⇒ คนหรือฝ่าย 2 ฝ่ายปะทะกัน (เรื่องคน)
・an armed conflict(ความขัดแย้งด้วยอาวุธ)/a conflict of interest(ผลประโยชน์ทับซ้อน)
●disagreement ⇒ ความเห็นไม่ตรงกัน (เบากว่า ไม่ถึงกับทะเลาะ)
・We had a small disagreement about the plan.
●inconsistency / discrepancy ⇒ ตัวเลขหรือข้อมูลไม่ตรงกัน
・a discrepancy in the accounts(ตัวเลขบัญชีไม่ตรงกัน)
ถูกต้องเลยครับ! วิธีคิดง่าย ๆ คือถามตัวเองว่า “สิ่งที่ชนกันคือ ‘คำพูด’ หรือ ‘คน’?”
ถ้าเป็นคำพูดหรือความคิด ⇒ contradiction
ถ้าเป็นคนหรือกลุ่ม ⇒ conflict
จำแค่นี้ก็แทบไม่พลาดแล้วครับ
แล้ว paradox(ปฏิทรรศน์)ล่ะ? ต่างจาก contradiction ตรงไหน
อีกคำที่มักถูกจับมาปนกันคือ paradox ซึ่งภาษาไทยบัญญัติไว้ว่า “ปฏิทรรศน์” (แต่คนทั่วไปมักทับศัพท์ว่า “พาราด็อกซ์” ครับ)
เส้นแบ่งอยู่ตรงคำว่า “มันจบตรงนั้นเลยหรือเปล่า” ครับ
contradiction vs paradox
●contradiction(ข้อขัดแย้ง)
⇒ ผิดแน่นอน จบเลย เป็นเท็จเสมอ ไม่มีทางออก
・”วงกลมสี่เหลี่ยม” = เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น
●paradox(ปฏิทรรศน์・พาราด็อกซ์)
⇒ ดูเหมือนขัดกัน แต่คิดดี ๆ อาจมีความจริงซ่อนอยู่
・”ยิ่งรีบยิ่งช้า” = ฟังแล้วขัดกัน แต่จริงในชีวิตจริง
สรุปได้เยี่ยมมากครับ! เก็บประโยคนี้ไว้ใช้ได้เลยนะครับ
ทีนี้เรามาปิดท้ายด้วยเรื่องรากศัพท์กันครับ เพราะพอรู้ว่า dict = “พูด” แล้ว คุณจะได้ศัพท์แถมไปอีกเป็นสิบคำเลยครับ
รากศัพท์ของ “contradiction” และครอบครัวคำ dict ที่ใหญ่มาก
ตามพจนานุกรมรากศัพท์ออนไลน์ Etymonline คำว่า contradiction ปรากฏในภาษาอังกฤษราวปลายศตวรรษที่ 14 โดยรับผ่านภาษาฝรั่งเศสเก่ามาจากคำละตินยุคหลัง contradictionem(รูปประธาน contradictio)ครับ
contradiction (n.)
late 14c., from Old French contradiction, or directly from Late Latin contradictionem “a reply, objection, counterargument”คำแปลไทย:ปลายศตวรรษที่ 14 มาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า contradiction หรือรับตรงจากภาษาละตินยุคหลัง contradictionem ที่แปลว่า “การตอบกลับ, การคัดค้าน, การโต้แย้ง”
※ อ้างอิง「Etymonline」
ถูกต้องครับ! ตรงนี้แหละคือเสน่ห์ของการเรียนรากศัพท์
เดิมทีเป็นเรื่องของ “คน 2 คนเถียงกัน” จริง ๆ ครับ จากนั้นราวปี ค.ศ. 1400 จึงขยับมาเป็น “การพูดยืนยันสิ่งที่ตรงข้ามกับที่อีกฝ่ายพูด”
และกว่าจะกลายมาเป็น “สภาพหรือข้อเท็จจริงที่ขัดกันเอง” แบบที่เราใช้ในเชิงตรรกะทุกวันนี้ ก็ราว ๆ ปี ค.ศ. 1610 เข้าไปแล้วนะครับ
รากอินโด-ยูโรเปียน:*deik-(ชี้ให้ดู, กล่าวอย่างเป็นทางการ)
↓
ละติน:dicere(พูด)→ contradicere(พูดสวนกลับ)
↓(ผ่านฝรั่งเศสเก่าเข้าสู่อังกฤษ)
ปลายศตวรรษที่ 14:การคัดค้าน, การโต้เถียง
↓
ราว ค.ศ. 1400:การยืนยันสิ่งที่ตรงข้ามกับที่อีกฝ่ายพูด
↓
ราว ค.ศ. 1610:ข้อเท็จจริงหรือสภาพที่ขัดกันเอง(ความหมายเชิงตรรกะ)
↓
ค.ศ. 1705:เกิดสำนวน “contradiction in terms”
ครอบครัวคำที่มีราก “dict / dic” เหมือนกัน
เมื่อรู้ว่า dicere = “พูด” แล้ว คำอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกันก็จะเข้าใจง่ายขึ้นทันทีครับ
- predict:pre-(ล่วงหน้า)+ dict(พูด)⇒ ทำนาย, พยากรณ์
- verdict:ver-(จริง)+ dict(พูด)⇒ คำตัดสินของคณะลูกขุน
- dictate:dict(พูด)⇒ บอกให้เขียนตาม, สั่งการ
- dictionary:จาก dictio(การพูด, ถ้อยคำ)⇒ พจนานุกรม(ที่รวมถ้อยคำ)
- edict:e-(ออกไปข้างนอก)+ dict(พูด)⇒ พระราชกฤษฎีกา, คำสั่ง
- dedicate:de-(ลงไป, อย่างเต็มที่)+ dic(ประกาศ)⇒ อุทิศให้
- indicate:in-(เข้าไปยัง)+ dic(ชี้บอก)⇒ บ่งชี้, ระบุ
- benediction:bene(ดี)+ dict(พูด)⇒ การให้พร
ใช่ครับ! และรากนี้ยังแตกไปไกลกว่าที่คิดอีกนะครับ
คำว่า judge(ผู้พิพากษา) ก็มาจากราก *deik- เดียวกันนี้ (ju-=กฎหมาย + dic-=ประกาศ) แถมคำง่าย ๆ อย่าง teach และ token ในภาษาอังกฤษก็สืบสายจากรากเดียวกันด้วยครับ
เพราะความหมายดั้งเดิมของ *deik- คือ “ชี้ให้ดู” นั่นเอง
ส่วนหน้า “contra-” ก็ใช้ได้อีกหลายคำ
ส่วนหน้า contra- ที่แปลว่า “สวนทาง, ต้าน” ก็เป็นชิ้นส่วนที่คุ้มค่ามากครับ
- contrary ⇒ ตรงกันข้าม(on the contrary = ในทางตรงกันข้าม)
- contrast:contra-(ต้าน)+ stare(ยืน)⇒ ความแตกต่างที่เห็นชัดเมื่อวางเทียบกัน
- contraband ⇒ ของเถื่อน, สินค้าผิดกฎหมาย(ของที่สวนกับคำสั่งห้าม)
- contraception ⇒ การคุมกำเนิด(ต้านการปฏิสนธิ)
- counter- ⇒ รูปที่กลายเสียงมาจาก contra- เช่น counterattack(โจมตีตอบโต้)
สรุป “contradiction” ความหมาย การออกเสียง และวิธีจำ
ด้านล่างนี้คือสรุปทั้งหมดของบทความนี้ครับ
●“contradiction” ประกอบด้วย “contra-(สวนทาง)” + “dicere(พูด)”
⇒ ภาพหลักคือ “พูดสวนกลับไปคนละทาง จนอยู่ด้วยกันไม่ได้”
●ภาษาไทยแทบไม่ใช้คำทับศัพท์ “คอนทราดิกชัน”
⇒ ใช้คำไทยแท้ว่า “ความขัดแย้ง / ข้อขัดแย้ง / ขัดแย้งในตัวเอง”
⇒ เพราะ “ขัด(ต้าน)+ แย้ง(โต้กลับ)” มีโครงสร้างตรงกับ contra- + dict อยู่แล้ว
⇒ คำทับศัพท์เจอได้แค่ในตำราตรรกศาสตร์(สัจนิรันดร์ / ข้อขัดแย้ง)เท่านั้น
●“ขัดแย้งในตัวเอง” ภาษาอังกฤษ
⇒ พูดง่ายที่สุด = contradict yourself
⇒ คำนาม = self-contradiction/คำคุณศัพท์ = self-contradictory
⇒ สำนวน = a contradiction in terms
●การออกเสียง ⇒ con-tra-DIC-tion ลงเสียงหนักที่พยางค์ที่ 3 /ˌkɑːn.trəˈdɪk.ʃən/
⇒ “-tra-” เบาและกลืน ห้ามตัดเสียง r / “-tion” สั้นเบา ไม่ใช่ “ชั่น” ที่ลากยาว
●อย่าสับสนกับคำใกล้เคียง
⇒ ชนกันด้วย “คำพูด・ความคิด” = contradiction
⇒ ชนกันด้วย “คน・กลุ่ม” = conflict
⇒ ดูขัดกันแต่มีความจริงซ่อนอยู่ = paradox(ปฏิทรรศน์)
วันนี้เราได้เห็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ นั่นคือภาษาไทยไม่ได้ยืมคำอังกฤษไปเสียทุกคำ
คำไหนที่เรามีของดีอยู่แล้ว ภาษาก็จะเลือกใช้ของตัวเองต่อไป และ “ขัดแย้ง” ก็คือหนึ่งในนั้นครับ
เวลาจำศัพท์อังกฤษ ลอง แยกคำไทยที่แปลออกมาเป็นชิ้น ๆ ดูด้วย นะครับ บ่อยครั้งเราจะเจอว่ามันสร้างขึ้นด้วยตรรกะเดียวกันเลย แล้วคำนั้นจะติดหัวทันทีครับ
「Online Etymology Dictionary – contradiction(https://www.etymonline.com/word/contradiction)」
「Online Etymology Dictionary – *deik-(https://www.etymonline.com/word/*deik-)」
「Wiktionary – contradiction(https://en.wiktionary.org/wiki/contradiction)」
「Wiktionary – self-contradiction(https://en.wiktionary.org/wiki/self-contradiction)」
「วิกิพจนานุกรม – ขัดแย้ง(https://th.wiktionary.org/wiki/ขัดแย้ง)」
「วิกิพจนานุกรม – แย้ง(https://th.wiktionary.org/wiki/แย้ง)」
「พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554(ขัดแย้ง / แย้ง / ขัด)」
「สำนักงานราชบัณฑิตยสภา – หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ / ศัพท์บัญญัติ paradox = ปฏิทรรศน์(https://www.orst.go.th/)」
「สรุปเนื้อหาตรรกศาสตร์ ม.4 – สัจนิรันดร์ (tautology) และข้อขัดแย้ง (contradiction)(SmartMathPro)」
「รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 – “ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ”」