คำนี้น่าสนใจมากครับ เพราะมันใส่หมวกได้ถึง 3 ใบ — และหมวกใบที่ 3 นี่แหละที่ตำราเรียนแทบไม่พูดถึงเลย ทั้งที่คนเม็กซิโกพูดกันทั้งวันครับ
ถูกต้องเลยครับ! นั่นคือหมวกใบแรกนะครับ
สรุปทั้ง 3 ใบให้ดูก่อนเลยครับ
1. คำชี้ ⇒ “อันนี้ / คนนี้”
2. คำนาม ⇒ “ทิศตะวันออก”
3. คำเติม ⇒ “เอ่อ… / คือ…”
- 1 este มี 3 หน้าที่ — แต่ที่เจอบ่อยที่สุดในชีวิตจริงคือหน้าที่ที่ 3
- 2 หน้าที่ที่ 1: คำชี้ “อันนี้” — ต้องผันตามเพศและพจน์
- 3 หน้าที่ที่ 2: el este = “ทิศตะวันออก” (คนละที่มากันเลย)
- 4 หน้าที่ที่ 3: este = “เอ่อ…” คำเติมที่ใช้ตอนนึกคำไม่ออก
- 5 ใช้บ่อยแค่ไหน? ข้อมูลจากบทสนทนาจริงในเม็กซิโกซิตี้
- 6 เทียบกับภาษาไทย และวิธีฝึกออกเสียง
- 7 ข้อควรระวัง 3 ข้อ
- 8 สรุป: este ในภาษาสเปน
este มี 3 หน้าที่ — แต่ที่เจอบ่อยที่สุดในชีวิตจริงคือหน้าที่ที่ 3
este (ออกเสียง /ˈeste/ ⇒ “เอส-เต”) เป็นคำที่มาจากภาษาละติน iste ที่แปลว่า “อันนี้” ครับ
ในตำราเรียนเราจะเจอแต่ความหมาย “อันนี้” แต่ในบทสนทนาจริง โดยเฉพาะที่เม็กซิโก เราจะได้ยิน este ในฐานะเสียงลังเลบ่อยกว่ามากครับ
① คำชี้ ⇒ este libro「หนังสือเล่มนี้」
② คำนาม ⇒ el este「ทิศตะวันออก」
③ คำเติม ⇒ este…「เอ่อ…」
หน้าที่ที่ 1: คำชี้ “อันนี้” — ต้องผันตามเพศและพจน์
อันนี้เป็นความหมายพื้นฐานครับ ใช้ชี้ของที่อยู่ใกล้ตัวผู้พูด
สิ่งสำคัญคือ คำชี้ในภาษาสเปนต้องเปลี่ยนรูปตามคำนามที่ตามมาครับ
รูปผันของคำชี้ “อันนี้”
este ⇒ เพศชาย เอกพจน์ / este libro「หนังสือเล่มนี้」
esta ⇒ เพศหญิง เอกพจน์ / esta casa「บ้านหลังนี้」
estos ⇒ เพศชาย พหูพจน์ / estos libros「หนังสือพวกนี้」
estas ⇒ เพศหญิง พหูพจน์ / estas casas「บ้านพวกนี้」
esto ⇒ รูปกลาง (ใช้กับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร หรือเรื่องนามธรรม)
¿Qué es esto?「นี่อะไรครับ?」
คำถามคลาสสิกเลยครับ! จำง่าย ๆ แบบนี้นะครับ
รู้แล้วว่าเป็นอะไร ⇒ ใช้ este / esta
ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ⇒ ใช้ esto
เวลาเราหยิบของแปลก ๆ ขึ้นมาแล้วถามว่า「นี่อะไรเนี่ย?」ก็ต้อง ¿Qué es esto? เพราะเรายังไม่รู้เพศของคำนามนั้นเลยใช่ไหมครับ
เกร็ดเสริม: éste ที่มีเครื่องหมายบนหัว ตอนนี้ไม่ต้องใส่แล้ว
ถ้าไปเจอหนังสือเก่า ๆ อาจจะเห็นเขียนว่า éste พร้อมขีดเฉียงบน e ครับ
สมัยก่อนเขาใช้ขีดนี้แยกว่า “เป็นสรรพนาม” หรือ “เป็นคำขยาย” แต่ตั้งแต่ Ortografía de la lengua española ฉบับปี 2010 เป็นต้นมา RAE ยกเลิกกฎนี้แล้วครับ
ตอนนี้เขียน este เฉย ๆ ได้ทุกกรณีเลยครับ ผู้เริ่มเรียนสบายใจได้เลยนะครับ
หน้าที่ที่ 2: el este = “ทิศตะวันออก” (คนละที่มากันเลย)
อันนี้เป็นเรื่องสนุกครับ — este ที่แปลว่า “ทิศตะวันออก” ไม่ได้มาจากคำชี้เลย
คำนี้เข้ามาทางภาษาฝรั่งเศส est ซึ่งย้อนกลับไปได้ถึงกลุ่มภาษาเจอร์แมนิก และเป็นญาติกับคำว่า east ในภาษาอังกฤษครับ
El sol sale por el este.
「ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก」Vivo en el este de la ciudad.
「ผมอยู่ทางตะวันออกของเมืองครับ」
สังเกตนะครับว่าความหมาย “ทิศตะวันออก” มักจะมี el นำหน้าเสมอ
เห็น el este เมื่อไหร่ ⇒ แปลว่า “ทิศตะวันออก” ได้เลยครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะสับสนกับความหมายอื่นนะครับ
หน้าที่ที่ 3: este = “เอ่อ…” คำเติมที่ใช้ตอนนึกคำไม่ออก
จริง ๆ แล้วภาษาไทยก็ทำแบบเดียวกันเป๊ะเลยครับ!
ลองนึกภาพเวลาเรานึกชื่อของไม่ออกดูนะครับ เราพูดว่าอะไรครับ?
「อันนั้นน่ะ… เอ่อ… อันนั้นชื่ออะไรนะ」
เห็นไหมครับว่าเราก็ใช้คำชี้「อันนั้น」มาถ่วงเวลาไว้เหมือนกันเลย!
ใช่เลยครับ! นั่นแหละคือแก่นของ este นะครับ
“ชี้ไปที่ช่องว่างในหัวก่อน แล้วค่อยหาคำมาเติมทีหลัง”
มันเลยเป็นการกลายพันธุ์ที่ธรรมชาติมากครับ
ใช้ในสถานการณ์แบบไหน
este ในฐานะคำเติม ใช้ตอนที่ “รู้ว่าจะพูดอะไร แต่คำศัพท์ยังไม่โผล่มา” ครับ
ตัวอย่างประโยค: este ในฐานะคำเติม
・Quiero… este… ir al cine este fin de semana.
「ผมอยากจะ… เอ่อ… ไปดูหนังเสาร์อาทิตย์นี้ครับ」・Se llama… este… no me acuerdo del nombre.
「มันชื่อว่า… เอ่อ… ผมนึกชื่อไม่ออกครับ」・Es un señor alto, este… el que vino ayer.
「เป็นผู้ชายตัวสูง เอ่อ… คนที่มาเมื่อวานน่ะครับ」・Este… ¿me puedes ayudar un momento?
「เอ่อ… ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ?」
จุดสำคัญ: ตอนเป็นคำเติม este จะไม่ผันเลย
ตรงนี้สำคัญมากครับ ขีดเส้นใต้ไว้เลยนะครับ!
ตอนเป็นคำชี้ este ต้องผันเป็น esta / estos / estas ใช่ไหมครับ
แต่ตอนเป็นคำเติม มัน ใช้รูป este รูปเดียวตลอด ไม่ผันเลย ครับ
ถูกต้องเลยครับ! ดูตัวอย่างนี้นะครับ
○ Compré una… este… una chaqueta.
× Compré una… esta… una chaqueta.
คิดดูก็สมเหตุสมผลนะครับ — เพราะตอนที่เราพูด este ออกมา เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำที่จะพูดคืออะไร แล้วจะผันตามเพศได้ยังไงล่ะครับ
คำเติม este ⇒ ท่องรูปเดียวพอ ไม่มีการผัน ไม่มีข้อยกเว้น
⇒ เป็นคำเติมที่ผู้เริ่มเรียนเริ่มใช้ได้ง่ายที่สุดด้วยเหตุผลนี้ครับ
ใช้บ่อยแค่ไหน? ข้อมูลจากบทสนทนาจริงในเม็กซิโกซิตี้
ไม่ใช่แค่ความรู้สึกนะครับ มีงานวิจัยที่นับจากคลังข้อมูลบทสนทนาจริงด้วย
งานศึกษาของ Lamar A. Graham ที่เปรียบเทียบคลังข้อมูลบทสนทนาในเม็กซิโกซิตี้ 2 ยุค พบตัวเลขที่ชัดเจนมากครับ
สัดส่วนเสียงลังเลในเม็กซิโกซิตี้
ยุคเก่า (ค.ศ. 1967–1975)
este = 71.6% / eh = 28.4%
ยุคใหม่ (ค.ศ. 1997–2007)
este = 75.7% / eh = 24.3%
⇒ este ไม่ได้ลดลงเลย กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ใช่ครับ! ถ้าเราตั้งใจจะคุยกับคนเม็กซิโก การรู้จัก este คุ้มค่ามาก ๆ เลยนะครับ
งานวิจัยเดียวกันยังพบด้วยว่า ตำแหน่งที่เจอบ่อยที่สุดคือกลางประโยค ไม่ใช่ต้นประโยคนะครับ — เพราะมันคือเสียงที่ออกมาตอนสะดุดกลางทางนั่นเองครับ
ในสเปนล่ะ?
ที่สเปน este ในฐานะคำเติมจะเจอน้อยกว่ามากครับ คนสเปนมักใช้ pues หรือเสียง eh… แทน
เพราะฉะนั้น este ถือเป็นคำที่มีกลิ่นอายละตินอเมริกา โดยเฉพาะเม็กซิโก ค่อนข้างชัดครับ
เทียบกับภาษาไทย และวิธีฝึกออกเสียง
este ตรงกับ “เอ่อ” หรือ “คือ” ในภาษาไทย
เอ่อ… / อืม… ⇒ ตรงกับ este… เต็ม ๆ
คือ… (ตอนนึกคำไม่ออก) ⇒ ตรงกับ este…
อันนั้นน่ะ… ชื่ออะไรนะ ⇒ ที่มาเดียวกันเป๊ะ (คำชี้ ⇒ เสียงลังเล)
※ แต่ คือว่า… ที่ใช้ขยายความสิ่งที่เพิ่งพูด ⇒ อันนั้นต้องใช้ o sea ไม่ใช่ este ครับ
คนไทยได้เปรียบตรงนี้นะครับ เพราะเรามี「อันนั้นน่ะ…」ที่ทำงานเหมือน este อยู่แล้วในหัว
แค่เปลี่ยนเสียงที่ออกมาจาก「เอ่อ」เป็น「este」ก็จบเลยครับ ความรู้สึกข้างในไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลยนะครับ
การออกเสียง: 2 พยางค์ และลากเสียงได้
este อ่านว่า “เอส-เต” ครับ เน้นเสียงที่พยางค์แรก
จุดที่คนไทยต้องระวังคือ เสียง s ตรงกลาง ครับ — ภาษาไทยไม่มีเสียง s ปิดพยางค์ ทำให้หลายคนออกเป็น “เอด-เต” หรือกลืนหายไปเลย
○ เอส-เต ⇒ ต้องมีลม ส เสียดสีให้ได้ยินตรงกลางคำ
× เอด-เต ⇒ เปลี่ยน s เป็น ด (นิสัยของภาษาไทย)
× เอ-เต ⇒ กลืนเสียง s หายไป
เคล็ดลับ: ลองพูดคำว่า「เอส」ค้างไว้ให้ลมออกยาว ๆ ก่อน แล้วค่อยต่อ「เต」ครับ
คำถามดีมากครับ! คำตอบคือ ให้ลากเสียงยาว แทนที่จะพูดซ้ำ นะครับ
○ Es un… esteee… un cuaderno. ⇒ ธรรมชาติมากครับ
△ Es un… este este este… un cuaderno. ⇒ ฟังดูกระวนกระวายเกินไปครับ
ลากสระ e ตัวท้ายให้ยาวออกไป จะได้จังหวะที่เจ้าของภาษาใช้จริงเลยครับ
ข้อควรระวัง 3 ข้อ
1. อย่าใช้เยอะเกินไป
คำเติมภาษาสเปนเรียกว่า muletilla ซึ่งมาจาก muleta ที่แปลว่า “ไม้ค้ำยัน” ครับ
ไม้ค้ำยันมีไว้ใช้ตอนจำเป็น — ถ้าเราใช้ตลอดเวลา คนฟังจะรู้สึกว่า “คนนี้พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง” ครับ
2. อย่าลืมว่าเงียบไปคิดก็ได้
คนไทยมักรู้สึกกดดันว่าต้องเติมเสียงลงในความเงียบ แต่การหยุด 1 วินาทีเพื่อคิดนั้นปกติมากในบทสนทนาภาษาสเปนครับ
3. ในการเขียนไม่ใช้เลย
este ในฐานะคำเติมเป็นของภาษาพูดล้วน ๆ ครับ อย่าเขียนลงในอีเมล เรียงความ หรือรายงานเด็ดขาดนะครับ
สรุป: este ในภาษาสเปน
● หน้าที่ ③ มาจาก ① ⇒ “ชี้ไปที่ช่องว่างก่อน แล้วค่อยหาคำมาเติม” เหมือน「อันนั้นน่ะ…」ในภาษาไทย
● ตอนเป็นคำชี้ต้องผัน (este/esta/estos/estas) แต่ตอนเป็นคำเติมไม่ผันเลย
● เจอบ่อยมากที่เม็กซิโก ⇒ ราว 75% ของเสียงลังเลทั้งหมด
● ลากเสียงยาว esteee… ดีกว่าพูดซ้ำ ๆ
● เป็นภาษาพูดเท่านั้น และอย่าใช้บ่อยเกินไป
este เป็นคำเติมที่เริ่มใช้ได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้เริ่มเรียนเลยครับ เพราะไม่ต้องผันรูปอะไรทั้งสิ้นนะครับ
ลองเลือกคำนี้เป็น “คำเติมคำแรก” ของตัวเองดูนะครับ!
Lamar A. Graham「A Longitudinal Corpus-Based Study of Hesitation Markers in Mexico City Spanish: Este and Eh Then and Now」, Hispanic Studies Review(hispanicstudiesreview.cofc.edu)
Wiktionary「este」(en.wiktionary.org)
Wikipedia「Filler (linguistics)」(en.wikipedia.org)
Saber es práctico「Desaparece la tilde en los pronombres demostrativos」(saberespractico.com)
SpanishDict「muletilla」(spanishdict.com)