อ่านว่า 「มิ-อา-มอร์」 ลงเสียงหนักที่พยางค์ท้ายนะครับ คนไทยมักพิมพ์หาว่า「มิอามอร์」ซึ่งใกล้เคียงมากแล้วครับ
ความหมายตรงตัวคือ 「ที่รักของฉัน」 ครับ แต่สิ่งที่ทำให้คำนี้น่าสนใจกว่าที่คิด คือมันกว้างกว่าที่คนไทยส่วนใหญ่เดาไว้เยอะมากครับ
- 1 mi amor แปลว่าอะไร? คำตอบสั้น ๆ คือ「ที่รักของฉัน」
- 2 นิยาม「ความรัก」ของ RAE:ความรู้สึกที่「ออกเดินทางจากความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง」
- 3 amor ความหมายข้อ 6「Persona amada」— แต่ต้องอ่านให้ละเอียด
- 3.1 ความต่างระหว่าง「นิยามว่าคือใคร」กับ「บอกว่าใช้เรียกยังไง」
- 3.2 หลักฐานชิ้นแรก:ตัวอย่างประโยคที่ RAE ยกมาเอง ไม่ใช่การเรียกใคร
- 3.3 หลักฐานชิ้นที่สอง:DLE มีป้ายแบบ ② อยู่จริง แต่ไม่ได้ใส่ให้ amor
- 3.4 หลักฐานที่คุณเปิดตรวจเองได้:DLE ใส่ป้ายนี้แบบไม่สม่ำเสมอ
- 3.5 แต่เรื่องนี้มีบทสรุปที่ดีครับ:พจนานุกรมอีกเล่มของ RAE เขียนไว้ชัดเจน
- 4 ทำไม mi amor ถึง「กว้าง」กว่า my love ของภาษาอังกฤษมาก
- 5 แกนสำคัญ:สเปนใช้「mi + คำนาม」ส่วนไทยใช้「คำลงท้าย + สรรพนาม」
- 6 amorcito แปลว่าอะไร? รู้จัก「คำจิ๋ว」ที่ภาษาไทยไม่มี
- 7 mi amor กับ amor mío ต่างกันไหม? และทำไมไม่มี amor mía
- 8 วิธีออกเสียง mi amor ให้เจ้าของภาษาฟังลื่นหู
- 9 ใช้ mi amor ตอนไหนถึงปลอดภัย และตอนไหนควรเลี่ยง
- 10 สรุป:mi amor และ amorcito
mi amor แปลว่าอะไร? คำตอบสั้น ๆ คือ「ที่รักของฉัน」
”mi amor”(อ่านว่า มิ-อา-มอร์)ประกอบด้วย mi(ของฉัน)+ amor(ความรัก)รวมกันแปลตรงตัวว่า「ความรักของฉัน」และเมื่อใช้เรียกคน จะแปลว่า「ที่รัก」「ที่รักของฉัน」 ครับ
ลองดูตัวอย่างการใช้จริงนะครับ
【ใช้เรียกอีกฝ่ายตรง ๆ】
・Mi amor, ya llegué.
(ที่รัก ฉันถึงแล้วนะ)
・Buenos días, mi amor.
(อรุณสวัสดิ์นะ ที่รัก)【ใช้พูดถึงตัวคน】
・Tú fuiste mi primer amor.
(เธอคือรักแรกของฉัน)【ใช้เป็นคำนามธรรมดา=ความรัก】
・El amor lo puede todo.
(ความรักเอาชนะได้ทุกอย่าง)
ถูกต้องเลยครับ! และภาษาไทยเราก็ทำแบบเดียวกันพอดี — คำว่า「ที่รัก」ของเราก็เป็นได้ทั้งคำเรียกคนและคำที่หมายถึงคนที่เรารักครับ
แต่ก่อนจะไปดูวิธีใช้ ผมอยากพาไปดูของสนุกก่อนครับ — นิยามคำว่า「ความรัก」ในพจนานุกรมทางการของสเปน มันเขียนได้ลึกจนน่าตกใจครับ
นิยาม「ความรัก」ของ RAE:ความรู้สึกที่「ออกเดินทางจากความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง」
พจนานุกรมมาตรฐานสูงสุดของภาษาสเปนคือพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสภาสเปน(Real Academia Española หรือย่อว่า RAE)ชื่อเต็มว่า Diccionario de la lengua española เรียกสั้น ๆ ว่า DLE ครับ
DLE ให้ความหมายของคำว่า amor ไว้ทั้งหมด 14 ข้อ ครับ และข้อแรกสุด — ซึ่งถือเป็นนิยามหลักของคำ — เขียนไว้แบบนี้
amor(DLE ความหมายข้อ 1)
Del lat. amor, -ōris.1. m. Sentimiento intenso del ser humano que, partiendo de su propia insuficiencia, necesita y busca el encuentro y unión con otro ser.
คำแปลไทย:(นาม เพศชาย)ความรู้สึกอันเข้มข้นของมนุษย์ ซึ่งออกเดินทางจากความไม่เพียงพอของตัวเอง แล้วต้องการและเสาะหาการพบเจอและการรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตอื่น
※อ้างอิง「Real Academia Española, Diccionario de la lengua española, amor」
จริงครับ! ผมเองก็ตกใจตอนเปิดเจอครั้งแรกเหมือนกัน
ลองสังเกตวลี partiendo de su propia insuficiencia ดี ๆ นะครับ RAE ไม่ได้บอกว่าความรักคือ「ความสุข」หรือ「ความอบอุ่น」เลย แต่บอกว่ามันเริ่มต้นจากการที่เรา「ยังไม่พอ」ในตัวเองครับ
วลี insuficiencia แปลว่า「ความไม่เพียงพอ」「ความพร่อง」ครับ ส่วน partiendo de แปลว่า「ออกเดินทางจาก」หรือ「ตั้งต้นจาก」
รวมกันแล้ว RAE กำลังบอกว่า จุดกำเนิดของความรักไม่ใช่ความเต็ม แต่คือความพร่อง — เพราะเราไม่ครบในตัวเอง เราจึงออกไปหาใครอีกคนหนึ่ง
อ่านนิยามข้อ 1 ของ RAE แบบทีละท่อน
●Sentimiento intenso del ser humano ⇒ ความรู้สึกอันเข้มข้นของมนุษย์
●que, partiendo de su propia insuficiencia, ⇒ ซึ่งตั้งต้นจากความไม่เพียงพอของตัวมันเอง
●necesita y busca ⇒ ต้องการ และเสาะหา
●el encuentro y unión con otro ser ⇒ การพบเจอและการรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตอื่น
⇒ สรุปเป็นภาษาคนคือ 「เพราะเราไม่ครบ เราจึงออกไปหาอีกคน」
※จุดนี้ตรวจสอบเองได้ครับ เปิด dle.rae.es แล้วค้นคำว่า amor ดูข้อ 1 ได้เลย
ตรงนี้มีจุดที่ต้องระวังไม่ให้เข้าใจผิดนะครับ — เรื่อง「ความไม่เพียงพอ」นี้อยู่ใน「คำนิยาม」ไม่ใช่ใน「รากศัพท์」ครับ
รากศัพท์ของ amor นั้นตรงไปตรงมามาก DLE เขียนไว้แค่ว่า Del lat. amor, -ōris คือมาจากคำละติน amor ที่แปลว่า「ความรัก」เฉย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ
สิ่งที่ลึกซึ้งคือวิธีที่ RAE เลือกคำมาอธิบายความรักในศตวรรษที่ 21 ต่างหาก ไม่ใช่ประวัติของตัวคำครับ
คำถามนี้เฉียบมากครับ และคำตอบคือ… ไม่เลยครับ
นี่แหละคือจุดที่สนุกที่สุดของคำนี้ — นิยามในพจนานุกรมหนักหน่วงมาก แต่การใช้จริงบนถนนกลับเบามาก เดี๋ยวผมจะพาไปดูครับว่าเบาขนาดไหน
amor ความหมายข้อ 6「Persona amada」— แต่ต้องอ่านให้ละเอียด
กลับมาที่พจนานุกรมอีกครั้งครับ ในบรรดา 14 ข้อของคำว่า amor มีข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคำเรียกคนโดยตรง นั่นคือข้อ 6
amor(DLE ความหมายข้อ 6)
6. m. Persona amada. U. t. en pl. con el mismo significado que en sing. Para llevarle un don a sus amores.คำแปลไทย:(นาม เพศชาย)คนที่ถูกรัก ※ใช้รูปพหูพจน์ในความหมายเดียวกับเอกพจน์ได้ด้วย เช่น เพื่อนำของขวัญไปให้คนรักของเขา
※อ้างอิง「Real Academia Española, Diccionario de la lengua española, amor」
ข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะภาษาสเปนมีคำที่ใช้เรียกคนรักอยู่เยอะมาก แต่มีน้อยคำมากที่พจนานุกรมยอมตั้งความหมายว่า「คน」ให้ตรง ๆ แบบนี้
ตรงนี้ต้องระวังนิดหนึ่งครับ และผมอยากให้จำจุดนี้ไว้เลย เพราะมีคนเข้าใจผิดกันเยอะมาก
ข้อ 6 บอกว่า amor หมายถึง「คนที่ถูกรัก」ครับ — แต่มันไม่ได้บอกว่าให้เอาไปใช้「เรียก」คนคนนั้น สองอย่างนี้คนละเรื่องกันครับ
ความต่างระหว่าง「นิยามว่าคือใคร」กับ「บอกว่าใช้เรียกยังไง」
ฟังดูเหมือนจับผิดเล่น ๆ แต่ในทางพจนานุกรมศาสตร์นี่คือสองเรื่องที่แยกกันชัดเจนครับ
ลองเทียบกับภาษาไทยจะเห็นภาพทันที
①「นิยามตัวบุคคล」(ความหมายเชิงอ้างถึง)
= บอกว่าคำนี้หมายถึงใคร เช่น「amor = คนที่ถูกรัก」
⇒ เหมือนบอกว่า「คำว่าคู่หมั้น หมายถึง คนที่หมั้นกันไว้」
②「ป้ายบอกการเรียกขาน」(vocativo / apelativo)
= บอกว่าคำนี้เอาไปเรียกคนตรง ๆ ได้ เช่น「เรียกเขาว่า amor ได้เลย」
⇒ เหมือนบอกว่า「คำว่าที่รัก ใช้เรียกอีกฝ่ายได้โดยตรง」
※ข้อ 6 ของ amor เป็นแบบ ① เท่านั้นครับ ไม่ใช่แบบ ②
หลักฐานชิ้นแรก:ตัวอย่างประโยคที่ RAE ยกมาเอง ไม่ใช่การเรียกใคร
จุดนี้เป็นหลักฐานที่สวยที่สุดครับ และคุณตรวจเองได้ในสองวินาที
ลองอ่านตัวอย่างประโยคที่ RAE แนบไว้ท้ายความหมายข้อ 6 อีกครั้งนะครับ
Para llevarle un don a sus amores.
(เพื่อนำของขวัญไปให้คนรักของเขา)
สังเกตคำว่า sus(ของเขา)ไหมครับ — ประโยคนี้กำลังพูดถึงบุคคลที่สาม ไม่ได้เรียกใครเลยสักนิด
ถ้า RAE ตั้งใจจะบอกว่า「คำนี้ใช้เรียกคนได้」เขาต้องยกตัวอย่างแบบที่ cielo ยกครับ คือ Mi cielo. Cielo mío. ซึ่งเป็นการเรียกตรง ๆ
ตัวอย่างประโยคจึงยืนยันด้วยตัวมันเองว่า ข้อ 6 เป็นการนิยามตัวบุคคล ไม่ใช่การบอกวิธีเรียก ครับ
หลักฐานชิ้นที่สอง:DLE มีป้ายแบบ ② อยู่จริง แต่ไม่ได้ใส่ให้ amor
ที่รู้ได้แน่ ๆ ว่าเป็นคนละอย่างกัน ก็เพราะ DLE มีป้ายแบบ ② อยู่จริง และเอาไปใส่ให้คำอื่นด้วยครับ
ลองเปิดคำว่า cielo(ท้องฟ้า)ดูที่ความหมายข้อ 7
cielo(DLE ความหมายข้อ 7)
7. m. U. como apelativo cariñoso para dirigirse o aludir a una persona. Mi cielo. Cielo mío.คำแปลไทย:(นาม เพศชาย)ใช้เป็นคำเรียกขานเชิงเอ็นดู สำหรับเรียกหรือกล่าวถึงบุคคล เช่น Mi cielo. Cielo mío.
※อ้างอิง「Real Academia Española, Diccionario de la lengua española, cielo」
เห็นความต่างไหมครับ — ที่ cielo เขาเขียนชัดว่า U. como apelativo cariñoso(ใช้เป็นคำเรียกขานเชิงเอ็นดู)แถมยกตัวอย่างวิธีเรียกมาให้ด้วย
แต่ที่ amor ข้อ 6 เขาเขียนแค่ว่า Persona amada(คนที่ถูกรัก)เฉย ๆ ครับ ไม่มีป้ายนี้เลย
หลักฐานที่คุณเปิดตรวจเองได้:DLE ใส่ป้ายนี้แบบไม่สม่ำเสมอ
และเมื่อลองไล่เปิดคำอื่น ๆ ดู จะเจอภาพที่น่าสนใจมากครับ
DLE ใส่ป้าย「ใช้เรียกคน」ให้คำไหนบ้าง
【ใส่ให้】※สังเกตว่าเขียนไม่เหมือนกันสักคำเดียว
●cielo(ข้อ 7)⇒ “U. como apelativo cariñoso…” พร้อมตัวอย่าง Mi cielo. Cielo mío.
●churri(ข้อ 2)⇒ “…U. t. como apelativo cariñoso.”(ระบุว่าใช้ในสเปน)
●guapo(ข้อ 4)⇒ “U. en vocativo, vacío de significado, como expresión de cariño…”
●nene, na(ข้อ 2)⇒ ใส่ป้าย afect.(เชิงเอ็นดู)+ “U. m. en vocat.”
●vida ⇒ ตั้ง mi vida เป็นหัวข้อย่อย ว่า “U. para dirigirse cariñosamente a una persona…”
●alma ⇒ ตั้งหัวข้อย่อยให้ ทั้งสองรูป คือ alma mía(“loc. interj. Denota cariño.”)และ mi alma
【ไม่ได้ใส่ให้】
●amor(14 ข้อ)⇒ ข้อ 6 เขียนแค่ Persona amada และไม่มีหัวข้อย่อย mi amor
●corazón(8 ข้อ)⇒ ไม่มีข้อไหนเป็นป้ายคำเรียกขาน
●cariño(5 ข้อ)⇒ ไม่มีเช่นกัน
●tesoro(5 ข้อ)⇒ ข้อ 3 บอกแค่ว่าหมายถึง「คนหรือสิ่งที่มีค่ามาก」ไม่มีป้ายเรียกขาน
⇒ สรุปคือ DLE มีเครื่องมือนี้อยู่ในมือ แต่ใช้ไม่ทั่วถึง และคำที่คนใช้เรียกกันบ่อยที่สุดอย่าง amor กลับหลุดตะแกรงไปครับ
มีอีกจุดหนึ่งที่อยากให้สังเกตครับ — ถ้าไล่อ่านรายการข้างบนดี ๆ จะเห็นว่า RAE ไม่ได้ใช้ถ้อยคำเดียวกันเลยสักคำ
คำที่ใช้วลี apelativo cariñoso ตรงตัวจริง ๆ มีแค่ 2 คำ คือ cielo กับ churri ครับ ส่วนคำอื่นใช้คำว่า vocativo บ้าง afect. บ้าง หรือเขียนบรรยายเป็นประโยคยาว ๆ ไปเลยบ้าง
และถ้าคุณเปิดหน้า amor ทั้งหน้าแล้วไล่หาคำว่า apelativo หรือ vocativo ดู — จะไม่เจอเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ
คุณจับจุดที่ผมอยากชี้ได้พอดีเป๊ะเลยครับ!
นี่คือความไม่สม่ำเสมอที่ชัดที่สุดของเรื่องนี้ครับ — mi vida มีที่ยืนเป็นหัวข้อย่อยของตัวเอง และ alma ยังได้ไปถึงสองรูปคือ alma mía กับ mi alma แต่ mi amor ไม่มีเลยแม้แต่บรรทัดเดียวครับ
และที่ทำให้เรื่องนี้ชัดขึ้นไปอีกคือ — ไม่ใช่ว่า DLE ขี้เกียจตั้งหัวข้อย่อยให้คำว่า amor นะครับ
ตรงกันข้ามเลย หน้า amor มีหัวข้อย่อยอยู่มากกว่า 20 รายการ ทั้ง amor propio(ความภูมิใจในตนเอง)hacer el amor/por amor al arte(ทำฟรี ๆ ด้วยใจรัก)ไปจนถึงชื่อพืชอย่าง amor de hortelano และ amor seco
พูดง่าย ๆ คือ DLE อุตส่าห์ตั้งหัวข้อย่อยให้แม้แต่ชื่อวัชพืช แต่กลับไม่มีที่ว่างให้ mi amor ซึ่งเป็นวลีที่คนพูดกันทุกวันทั่วโลกครับ
แต่เรื่องนี้มีบทสรุปที่ดีครับ:พจนานุกรมอีกเล่มของ RAE เขียนไว้ชัดเจน
ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งคิดว่า「งั้น RAE ก็ไม่ยอมรับสิ」นะครับ เพราะความจริงตรงกันข้ามเลย
RAE ออกพจนานุกรมหลายเล่ม และมีเล่มหนึ่งชื่อ Diccionario del estudiante(พจนานุกรมสำหรับผู้เรียน)ซึ่งในเล่มนี้ การใช้ amor เรียกคนถูกเขียนไว้ตรง ๆ ครับ
amor(Diccionario del estudiante ความหมายข้อ 4)
4. m. Persona hacia la que se tiene amor. Tú fuiste mi primer amor. … Se usa para dirigirse a una persona cariñosamente. ¡Ven aquí, amor mío!คำแปลไทย:(นาม เพศชาย)บุคคลที่เรามีความรักให้ เช่น เธอคือรักแรกของฉัน … ใช้สำหรับเรียกบุคคลด้วยความรักใคร่เอ็นดู เช่น มานี่สิ ที่รักของฉัน!
※อ้างอิง「Real Academia Española, Diccionario del estudiante, amor」
สังเกตตัวอย่างที่เขายกมาให้ด้วยนะครับ — ¡Ven aquí, amor mío!(มานี่สิ ที่รักของฉัน!)
นี่คือการเรียกอีกฝ่ายตรง ๆ ซึ่งเป็นตัวอย่างชนิดที่ DLE ไม่ได้ให้ไว้เลยครับ พอเทียบกันจะเห็นภาพชัดมาก
【ตัวอย่างที่พจนานุกรมสองเล่มเลือกมา】
・DLE(ข้อ 6)⇒ Para llevarle un don a sus amores. ⇒ พูดถึงคนอื่น
・Diccionario del estudiante(ข้อ 4)⇒ ¡Ven aquí, amor mío! ⇒ เรียกคนตรง ๆ※ตัวอย่างประโยคบอกเจตนาของผู้เขียนพจนานุกรมได้ดีกว่าคำนิยามเสียอีกครับ
แถมอีกสำนวนหนึ่งจากพจนานุกรมเล่มเดียวกันครับ ซึ่งมีประโยชน์มากในชีวิตประจำวัน
eres un amor =「เธอนี่น่ารักจัง」「เธอนี่ใจดีจริง ๆ」
ตัวอย่างจาก Diccionario del estudiante:
Gracias por ayudarme con la compra; eres un amor.
(ขอบคุณที่ช่วยถือของนะ เธอนี่น่ารักจริง ๆ)
※ไม่ใช่คำจีบนะครับ! เป็นการชมว่าอีกฝ่ายมีน้ำใจ ใช้กับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานได้สบายมากครับ
ใช่ครับ และผมว่านี่คือบทเรียนที่มีค่าที่สุดของบทความนี้เลย
พจนานุกรมคือบันทึกของภาษา ไม่ใช่กฎหมายของภาษาครับ ภาษาวิ่งไปก่อนเสมอ แล้วพจนานุกรมค่อยตามไปเก็บทีหลัง — และแต่ละเล่มก็ตามทันไม่เท่ากันครับ
⇒ DLE(เล่มหลัก)ให้ความหมาย「คนที่ถูกรัก」ไว้ที่ข้อ 6 แต่ไม่มีป้ายบอกว่าใช้เรียกคน
⇒ Diccionario del estudiante(ของ RAE เหมือนกัน)เขียนไว้ชัดเจนว่าใช้เรียกคนได้
⇒ ดังนั้น การใช้ mi amor เรียกคนรักนั้นถูกต้อง 100% ครับ สบายใจได้เลย
ทำไม mi amor ถึง「กว้าง」กว่า my love ของภาษาอังกฤษมาก
ทีนี้มาถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับการใช้จริงครับ
ถ้าคุณเคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน คุณอาจจะเทียบ mi amor กับ my love โดยอัตโนมัติ — และตรงนี้แหละที่จะทำให้เข้าใจผิดครับ
ในภาษาอังกฤษ ถ้าจู่ ๆ มีคนเรียกคุณว่า my love คุณจะสะดุ้งใช่ไหมครับ เพราะมันหนักมาก
แต่ในภาษาสเปน mi amor เบากว่านั้นเยอะครับ เบาจนคนที่ไม่ได้เป็นแฟนกันก็ใช้เรียกกันได้เลย
วงของคนที่พูด mi amor ใส่กันได้ กว้างกว่าที่คนไทยเดาไว้มากครับ ไล่ตั้งแต่
1. พ่อแม่เรียกลูก และย่ายายเรียกหลาน
นี่คือการใช้ที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งครับ และไม่มีความหมายเชิงชู้สาวแม้แต่นิดเดียว
คุณแม่ปลุกลูกตอนเช้าด้วยคำว่า ”Despierta, mi amor”(ตื่นได้แล้วจ๊ะ ลูกรัก)เป็นภาพปกติมากในบ้านคนสเปนและละตินอเมริกา
2. เพื่อนสนิทเรียกกันเอง(โดยเฉพาะระหว่างผู้หญิง)
ในหลายประเทศ เพื่อนผู้หญิงเรียกกันว่า mi amor เป็นเรื่องปกติมากครับ ไม่ต่างจากคนไทยเรียกเพื่อนสนิทว่า「ยัยที่รัก」แบบเล่น ๆ
3. คนแปลกหน้า — แม่ค้าเรียกลูกค้า
ข้อนี้คือข้อที่ทำให้คนเรียนต่างชาติงงที่สุดครับ
ในบางประเทศและบางพื้นที่ คุณอาจเดินเข้าร้านขายของแล้วถูกคนขายเรียกว่า ”¿Qué quieres, mi amor?”(จะเอาอะไรจ๊ะ ที่รัก)ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกในชีวิตครับ
ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า เรื่องนี้ต่างกันมากตามประเทศและตามพื้นที่ บางที่เป็นเรื่องปกติสุด ๆ บางที่แทบไม่เจอเลย — และเดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทำไมผมถึงพูดแบบเจาะจงกว่านี้ไม่ได้ครับ
ไม่เลยครับ และเหตุผลนั้นคนไทยจะเข้าใจได้ไวกว่าชาติอื่นมากเลยครับ
เพราะภาษาไทยเราก็ทำสิ่งเดียวกันเป๊ะ — แค่เราหยิบ「คำเรียกญาติ」มาใช้กับคนแปลกหน้า ส่วนเขาหยิบ「คำเรียกคนรัก」มาใช้ครับ
ลองคิดตามดูนะครับ — คนไทยเดินเข้าร้านแล้วเรียกคนขายว่า 「พี่」「น้อง」「ป้า」「ลุง」 ทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติกันเลยสักนิด
ฝรั่งที่เพิ่งมาเมืองไทยจะงงมากว่า「ทำไมเรียกคนแปลกหน้าว่าพี่สาว?」— ซึ่งเป็นความงงแบบเดียวกันเป๊ะกับที่คนไทยงงตอนถูกแม่ค้าเรียกว่า mi amor ครับ
ภาษาไทย ⇒ ยืมคำเรียกเครือญาติ มาใช้กับคนนอกครอบครัว
(พี่/น้อง/ป้า/ลุง/แม่/หนู)
ภาษาสเปน ⇒ ยืมคำเรียกคนรัก มาใช้กับคนนอกความสัมพันธ์
(mi amor/cariño/mi vida/mi cielo)
※ทั้งสองภาษากำลังทำเรื่องเดียวกันครับ คือดึงคนแปลกหน้าเข้ามาในวงที่อบอุ่นกว่าความจริง เพื่อให้บทสนทนาลื่นขึ้น ไม่ได้แปลว่าสนิทจริงหรือรักจริงครับ
ตรงเป๊ะเลยครับ!
แต่ตรงนี้ผมต้องพูดตรง ๆ กับคุณอย่างหนึ่งนะครับ — ทุกอย่างที่ผมเล่ามาในหัวข้อนี้ ไม่มีพจนานุกรมเล่มไหนบันทึกไว้เลยครับ
ความจริงที่ต้องพูดให้ชัด:การใช้แบบนี้ไม่มีพจนานุกรมรองรับ
ผมอยากให้บทความนี้ซื่อสัตย์กับคุณครับ เลยต้องบอกว่า ทุกอย่างในหัวข้อ「ขอบเขตการใช้」ที่เพิ่งเล่าไป เป็นการใช้ที่สังเกตได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ไม่มีพจนานุกรมวิชาการเล่มไหนบันทึกไว้
ผมลองไล่ตรวจให้แล้วครับ
ผมหาหลักฐานมาให้ไม่ได้จริง ๆ — และนี่คือสิ่งที่เจอ
●DLE ⇒ ไม่มีป้ายบอกการเรียกขานที่คำว่า amor และไม่มีป้ายบอกพื้นที่(เช่น Méx. หรือ Cuba)เลย
●Diccionario de americanismos(พจนานุกรมภาษาสเปนอเมริกา จัดทำโดยสมาคมราชบัณฑิตยสภา 23 แห่ง)⇒ ไม่มีคำว่า mi amor เป็นหัวข้อเลย
⇒ หัวข้อย่อยของ amor ในเล่มนี้มีแต่ชื่อพืชและสำนวนท้องถิ่น เช่น amor de gato(เปอร์โตริโก=รักที่ไม่แน่นอน)
●amorcito ⇒ ไม่มีในเล่มนี้เช่นกัน
⇒ ดังนั้นถ้าใครบอกคุณว่า「ประเทศ A ใช้ ประเทศ B ไม่ใช้」ให้ฟังไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเขาครับ ยังไม่มีพจนานุกรมเล่มไหนยืนยันเรื่องนี้ให้เราได้
คุณเชื่อมเรื่องได้เองเลยครับ! นั่นแหละคือข้อสรุปของบทความนี้ทั้งบทเลย
mi amor เป็นคำเรียกที่คนใช้เยอะที่สุด แต่กลับเป็นคำที่พจนานุกรมบันทึกไว้น้อยที่สุด — ทั้งในเล่มหลัก ทั้งในเล่มของอเมริกาครับ
จุดที่ภาษาไทย「ล้ำหน้า」ภาษาสเปนอยู่หนึ่งก้าว
และนี่คือจุดที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดสำหรับคนไทยครับ
ภาษาไทยเราไม่ได้แค่มีการเรียกลูกค้าเฉย ๆ นะครับ แต่เรามีคำเรียกที่กลายเป็นแบบแผนตายตัวไปแล้ว เช่น
【แบบแผนการเรียกลูกค้าของภาษาไทย】
・คุณลูกค้า ⇒ คำเรียกมาตรฐาน ใช้ในร้าน ในประกาศ ในแชต
・คุณพี่/พี่/น้อง ⇒ ปรับตามอายุที่คาดคะเน
・ลูกค้าคะ/ลูกค้าครับ ⇒ เติมหางประโยคเข้าไปอีกชั้น
คำว่า「คุณลูกค้า」นี่ชัดเจนมากครับ — เป็นคำที่ทุกคนรู้จัก ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ และเขียนลงเอกสารได้
แต่ฝั่งสเปน การเรียกลูกค้าว่า mi amor ยังเป็นแค่「สิ่งที่คนทำกัน」ไม่ใช่「สิ่งที่ถูกจดไว้」 ครับ
ภาษาไทย ⇒ มีคำเรียกลูกค้าเป็นแบบแผนที่ชัดเจน(คุณลูกค้า)⇒ เปิดพจนานุกรมเจอ สอนในหนังสือได้
ภาษาสเปน ⇒ มีการเรียกลูกค้าด้วยคำรัก(mi amor)⇒ แต่ยังไม่มีพจนานุกรมเล่มไหนจดไว้
⇒ ไม่ได้แปลว่าภาษาสเปนด้อยกว่านะครับ แต่แปลว่า วิธีเรียกของเขายืดหยุ่นเกินกว่าจะจับใส่ช่องพจนานุกรมได้ — เพราะมันเปลี่ยนไปตามคน ตามเมือง ตามอารมณ์ในวันนั้นครับ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องจำคือ ความหนักเบาของ mi amor ขึ้นอยู่กับ「ใครพูด พูดกับใคร ในสถานการณ์ไหน」ล้วน ๆ ครับ ตัวคำเองไม่ได้กำหนดน้ำหนักไว้ตายตัว
แกนสำคัญ:สเปนใช้「mi + คำนาม」ส่วนไทยใช้「คำลงท้าย + สรรพนาม」
ถึงตรงนี้ผมอยากพาไปดูจุดที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดสำหรับคนไทยโดยเฉพาะครับ
คำถามคือ — ทำไมภาษาสเปนถึงต้องมีคำเรียกคนรักเยอะขนาดนี้?
คำถามนี้แหละครับคือหัวใจของบทความนี้เลย
คำตอบคือ ทั้งสองภาษาต้องทำงานเดียวกัน คือ「ส่งความอบอุ่นออกไป」ครับ แต่ใช้อวัยวะคนละส่วนของภาษาในการทำงานนั้น
ภาษาไทยสร้างความอบอุ่นด้วย「หางประโยค」และ「สรรพนาม」
ลองสังเกตภาษาแม่ของเราดูนะครับ เวลาเราจะทำให้ประโยคอบอุ่นขึ้น เราไม่ได้เปลี่ยนคำนาม แต่เราเปลี่ยนตอนจบของประโยค
【ประโยคเดียวกัน เปลี่ยนแค่หางประโยค】
・กินข้าวหรือยังครับ ⇒ สุภาพ เป็นกลาง
・กินข้าวหรือยังจ๊ะ ⇒ อบอุ่น เอ็นดู
・กินข้าวหรือยังนะ ⇒ นุ่มลง เป็นห่วง
・กินข้าวหรือยังยะ ⇒ สนิทมาก เล่นหัว【และเปลี่ยนสรรพนาม】
・ผม/ฉัน/เรา/หนู ⇒ เลือกได้ตามระยะห่าง
・คุณ/เธอ/แก/ตัวเอง ⇒ เปลี่ยนอุณหภูมิได้ทันที
สังเกตไหมครับว่าเราแทบไม่ต้องแตะคำว่า「ที่รัก」เลย แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปคนละเรื่องแล้ว
ภาษาไทยจึงไม่จำเป็นต้องมีคำเรียกคนรักเยอะ เพราะงานส่วนใหญ่ถูกทำโดยหางประโยคกับสรรพนามไปหมดแล้วครับ
ภาษาสเปนไม่มีหางประโยคแบบนั้นเลย
ทีนี้มาดูฝั่งสเปนบ้างครับ และนี่คือจุดที่ต้องทำใจนิดหนึ่ง
ภาษาสเปนไม่มีคำลงท้ายแบบ ครับ/ค่ะ/จ๊ะ/นะ เลยแม้แต่คำเดียวครับ
ประโยค ”¿Ya comiste?”(กินข้าวหรือยัง)ก็คือประโยคเปล่า ๆ ที่ไม่มีอุณหภูมิติดมาด้วย จะพูดกับเจ้านายหรือพูดกับแฟนก็รูปเดียวกันเป๊ะ
เขาเอาคำเรียกไปแปะไว้แทนครับ!
¿Ya comiste, mi amor? — ตำแหน่งท้ายประโยคที่ภาษาไทยใช้ใส่「จ๊ะ」นั่นแหละครับ คือตำแหน่งที่ภาษาสเปนเอา mi amor ไปวาง
พอมองแบบนี้ ทุกอย่างจะเข้าที่ทันทีครับ
ในเมื่อภาษาสเปนต้องใช้คำนามทำงานที่ภาษาไทยให้หางประโยคทำ เขาก็เลยต้องมีคำนามให้เลือกเยอะ ๆ เพื่อจะได้ปรับอุณหภูมิได้ละเอียด
งานเดียวกัน คนละเครื่องมือ
【ภาษาไทย】ปรับอุณหภูมิที่ หางประโยค + สรรพนาม
⇒ ที่รักจ๊ะ/ที่รักนะ/เธอกับคุณ
⇒ คำนามตรงกลางแทบไม่ต้องเปลี่ยน
【ภาษาสเปน】ปรับอุณหภูมิที่ 「mi + คำนาม」
⇒ mi amor/mi vida/mi cielo/mi corazón/mi tesoro
⇒ ไม่มีหางประโยคให้ปรับ จึงต้องมีคำนามหลากหลายแทน
⇒ สรุป:ภาษาสเปนสร้างความรักด้วย「การเป็นเจ้าของ」ส่วนภาษาไทยสร้างด้วย「น้ำเสียงตอนจบ」
※สังเกตว่าคำสเปนพวกนี้ล้วนเป็นคำนามธรรมดาทั้งนั้นครับ — ความรัก/ชีวิต/ท้องฟ้า/หัวใจ/สมบัติ เขาไม่ได้สร้างคำใหม่ แต่เอาคำธรรมดามาใส่ mi ข้างหน้าเฉย ๆ
สรุปได้สวยมากครับ! และมันมีเหตุผลลึก ๆ อยู่ด้วยนะครับ
จำนิยามข้อ 1 ตอนต้นบทความได้ไหมครับ ที่บอกว่าความรัก「ตั้งต้นจากความไม่เพียงพอ」— การพูดว่า mi(ของฉัน)ก็คือการบอกว่า 「เธอคือส่วนที่เติมเต็มช่องว่างของฉัน」 ครับ รูปประโยคกับนิยามมันสอดคล้องกันพอดี
เรื่องสรรพนาม:ไทยมีเป็นสิบ สเปนมีแค่สอง
อีกจุดที่คนไทยต้องปรับตัวคือเรื่องสรรพนามครับ
ภาษาไทยเลือกสรรพนามได้ละเอียดมาก(ผม/ฉัน/หนู/เรา/กู และ คุณ/เธอ/แก/ตัวเอง/มึง)แต่ภาษาสเปนมีให้เลือกแค่ 2 ระดับ เท่านั้นครับ
【สรรพนามบุรุษที่ 2 ของสเปน】
・tú ⇒ แบบสนิท ใช้กับเพื่อน ครอบครัว แฟน เด็ก
・usted ⇒ แบบสุภาพ ใช้กับคนแปลกหน้า ผู้ใหญ่ ลูกค้า※เวลาเรียกว่า mi amor เกือบทั้งหมดจะมาคู่กับ tú ครับ
・¿Tú quieres café, mi amor?(อยากดื่มกาแฟไหม ที่รัก)
ที่น่าสนใจคือ ในกรณีแม่ค้าเรียกลูกค้าที่เราคุยกันไปเมื่อกี้ บางครั้งจะเจอการผสมแปลก ๆ คือใช้ usted(สุภาพ)คู่กับ mi amor(สนิท)ในประโยคเดียวกันครับ
ซึ่งก็คือความรู้สึกเดียวกับที่คนไทยพูดว่า「คุณลูกค้าจ๊ะ」นั่นเองครับ — สุภาพและเอ็นดูพร้อมกันในประโยคเดียว
amorcito แปลว่าอะไร? รู้จัก「คำจิ๋ว」ที่ภาษาไทยไม่มี
ทีนี้มาถึงอีกคำที่คนค้นหากันเยอะครับ นั่นคือ amorcito
555 เข้าใจผิดแบบนี้กันเยอะมากครับ แต่ตรงกันข้ามเลยครับ!
amorcito = amor + หาง -cito ครับ และหางตัวนี้ไม่ได้ทำให้ความรักเล็กลง แต่ทำให้มัน「น่ารักขึ้น」และ「ใกล้ชิดขึ้น」ครับ
ก่อนอื่นต้องบอกความจริงข้อหนึ่งก่อนครับ — คำว่า amorcito ไม่ได้ถูกเก็บเป็นหัวข้อใน DLE ถ้าคุณลองค้นดู พจนานุกรมจะไม่เจอครับ
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคำนี้ผิดนะครับ เหตุผลง่ายมากคือ มันเป็นคำที่สร้างขึ้นตามกฎ เหมือนที่พจนานุกรมไทยไม่ได้เก็บคำว่า「กินข้าวเสร็จ」ไว้เป็นหัวข้อ เพราะมันประกอบขึ้นเองได้
⚠️ ระวังคำที่หน้าตาคล้ายกัน:amorcito ≠ amorcillo
เวลาคุณค้นคำว่า amorcito ใน DLE พจนานุกรมจะขึ้นว่าไม่พบคำนี้ แล้วเสนอคำว่า amorcillo ให้แทน — อย่าเผลอคิดว่าเป็นคำเดียวกันนะครับ
●amorcillo(DLE)⇒ “m. En las artes plásticas, niño desnudo y alado, generalmente portador de un emblema del amor…”
⇒ คำแปลไทย:(นาม เพศชาย)ในงานทัศนศิลป์ หมายถึงรูปเด็กเปลือยมีปีก ซึ่งมักถือสัญลักษณ์ของความรัก เช่น ธนู กระบอกลูกธนู ผ้าปิดตา นกพิราบ ดอกกุหลาบ
⇒ พูดง่าย ๆ คือ 「กามเทพน้อย」ที่เราเห็นในภาพวาดยุคเรอเนซองส์ครับ เป็นศัพท์ประวัติศาสตร์ศิลป์ ไม่ใช่คำเรียกคนรัก
⇒ อย่าเรียกแฟนว่า amorcillo เด็ดขาดครับ ความหมายคนละเรื่องเลย
ส่วนสิ่งที่ DLE เก็บไว้จริง ๆ คือตัวหางครับ
-ito, -ita(DLE)
Del lat. vulg. *-īttus.
suf. Tiene valor diminutivo o afectivo. Ramita, hermanito, pequeñito, callandito, prontito. En ciertos casos toma las formas -ecito, -ececito, -cito. Solecito, piececito, corazoncito, mujercita.คำแปลไทย:(ปัจจัย)มาจากภาษาละตินสามัญ *-īttus
มีค่าความหมายแบบย่อส่วน หรือแบบแสดงความรักใคร่เอ็นดู เช่น ramita(กิ่งเล็ก ๆ)hermanito(น้องชายตัวน้อย)ฯลฯ
ในบางกรณีจะเปลี่ยนรูปเป็น -ecito, -ececito, -cito เช่น solecito, piececito, corazoncito, mujercita※อ้างอิง「Real Academia Española, Diccionario de la lengua española, -ito, -ita」
บรรทัดที่สำคัญที่สุดคือ ”valor diminutivo o afectivo” ครับ
คำว่า afectivo แปลว่า「เชิงความรู้สึกรักใคร่」— แปลว่า RAE รับรองอย่างเป็นทางการว่าหางตัวนี้ไม่ได้แปลว่า「เล็ก」เสมอไป แต่ใช้แสดงความเอ็นดูได้ด้วยครับ
ทำไมเป็น amorcito ไม่ใช่ amorito?
สังเกตในคำนิยามข้างบนนะครับ RAE บอกว่าบางกรณีหางจะเปลี่ยนรูปเป็น -cito และยกตัวอย่าง corazoncito มาให้ด้วย
นี่คือคำใบ้ที่ตอบคำถามเราพอดีครับ
กฎง่าย ๆ ของการเติมหางจิ๋ว
●คำที่ลงท้ายด้วย สระ a/o ⇒ ตัดสระทิ้งแล้วเติม -ito/-ita
hermano ⇒ hermanito/rama ⇒ ramita
●คำที่ลงท้ายด้วย -r หรือ -n ⇒ เติม -cito ต่อท้ายไปเลย
amor ⇒ amorcito/corazón ⇒ corazoncito/mujer ⇒ mujercita
⇒ amor ลงท้ายด้วย r จึงได้ amorcito ครับ ไม่ใช่ amorito
※ข่าวดี ⇒ ตัวอย่าง corazoncito และ mujercita อยู่ในพจนานุกรม DLE เองเลยครับ เปิดดูที่หัวข้อ -ito ได้
คำถามคมมากครับ และคำตอบคือ ไม่มีครับ ภาษาไทยไม่มีระบบคำจิ๋วเลย
เราไม่มีหางที่เติมเข้าไปแล้วคำเปลี่ยนอารมณ์ทันที ตรงนี้จึงเป็นของใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจกันหน่อยครับ
ภาษาไทยไม่มีคำจิ๋ว แล้วเราจะเข้าใจ -ito ยังไง
ภาษาไทยเรามีคำว่า「น้อย」「เล็ก」「จิ๋ว」ก็จริง แต่นั่นเป็นคำแยกต่างหากที่วางต่อท้าย ไม่ใช่หางที่เกาะติดคำครับ และที่สำคัญคือ「หมาน้อย」ไม่ได้ให้ความรู้สึกเอ็นดูเท่า perrito ของสเปน
วิธีที่ผมแนะนำคือ อย่าแปล -ito ว่า「เล็ก」ครับ แต่ให้แปลว่า 「การลดระยะห่าง」
ให้คิดว่า -ito ทำงานคล้ายกับ「จ๊ะ」และวัฒนธรรม「ชื่อเล่น」ของไทย ครับ
・เราไม่เรียกเพื่อนว่า「สมชาย」แต่เรียกว่า「ชาย」หรือ「ต้น」
・เราไม่พูดว่า「มานี่」เฉย ๆ แต่พูดว่า「มานี่จ๊ะ」
⇒ ทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้เปลี่ยนความหมาย แต่ย่นระยะห่างระหว่างคนพูดกับคนฟัง
⇒ นั่นแหละคืองานของ -ito ครับ
ดังนั้น amorcito จึงไม่ได้แปลว่า「รักนิดหน่อย」ครับ แต่แปลได้ประมาณ 「ที่รักจ๋า」「ที่รักจ๊ะ」 คือความหมายเดิม แต่อ่อนโยนขึ้น เอ็นดูขึ้น และเป็นกันเองขึ้น
【เทียบความรู้สึกทั้ง 3 รูป】
・amor ⇒ ที่รัก(รูปพื้นฐาน ใช้ได้ทุกสถานการณ์)
・mi amor ⇒ ที่รักของฉัน(พบบ่อยที่สุด อบอุ่นขึ้น)
・amorcito ⇒ ที่รักจ๋า(เอ็นดู ทะนุถนอม เล่นหัวได้)
・mi amorcito ⇒ ที่รักจ๋าของฉัน(อ่อนโยนที่สุดในกลุ่มนี้)【ตัวอย่างประโยค】
・Ven acá, amorcito.(มานี่มาสิ ที่รักจ๋า)
・Descansa, mi amorcito.(พักผ่อนนะจ๊ะ ที่รักจ๋าของฉัน)※รูป amorcito พบบ่อยเป็นพิเศษในเม็กซิโกและแถบละตินอเมริกา ครับ
ระวังการออกเสียง amorcito ตัว c ออกไม่เหมือนกันสองฝั่งโลก
จุดนี้สำคัญสำหรับคนไทยครับ เพราะตัว c ใน amorcito อยู่หน้าสระ i ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ออกเสียงต่างกันระหว่างสเปนกับละตินอเมริกา
amorcito ออกเสียงยังไง
●ละตินอเมริกา(เม็กซิโก โคลอมเบีย อาร์เจนตินา ฯลฯ)
⇒ ตัว c ออกเป็นเสียง 「ซ」 ⇒ 「อา-มอร์-ซี-โต」
●สเปน(ส่วนใหญ่ของประเทศ)
⇒ ตัว c ออกเป็นเสียงลิ้นแตะฟันแบบ th ในภาษาอังกฤษ ⇒ ประมาณ「อา-มอร์-ธี-โต」
●ลงเสียงหนักที่พยางค์「ซี」 ⇒ a-mor-CI-to
※ถ้าไม่แน่ใจว่าจะใช้แบบไหน เลือกแบบละตินอเมริกา「ซี」ไว้ก่อนครับ เพราะมีคนพูดมากกว่าและคนสเปนก็ฟังเข้าใจสบายมากครับ
ไม่มีทางสับสนครับ เพราะสองเสียงนี้เป็นแค่สำเนียงของเสียงเดียวกัน ไม่ได้แยกเป็นคนละคำ
พูดง่าย ๆ คือเหมือนคนไทยพูด「ฉัน」กับ「ชั้น」ครับ ต่างกันนิดหน่อยแต่ไม่มีใครเข้าใจผิดครับ
mi amor กับ amor mío ต่างกันไหม? และทำไมไม่มี amor mía
อีกรูปที่เจอบ่อยมากในเพลงและซีรีส์คือ amor mío ครับ หลายคนสงสัยว่าต่างจาก mi amor ยังไง
คำตอบคือ ความหมายเหมือนกันครับ ใช้แทนกันได้ ต่างกันแค่ตำแหน่งของคำแสดงความเป็นเจ้าของ
【สองรูปที่ใช้ได้เท่ากัน】
・mi amor ⇒ วางไว้ข้างหน้า(รูปที่ใช้บ่อยกว่าในชีวิตประจำวัน)
・amor mío ⇒ วางไว้ข้างหลัง(ฟังดูวรรณกรรมและอ่อนหวานขึ้นนิดหนึ่ง พบบ่อยในเพลง)※หลักฐานว่าใช้ได้ทั้งสองแบบอยู่ใน DLE เองครับ — ที่คำว่า cielo ข้อ 7 RAE ยกตัวอย่างไว้คู่กันเลยว่า Mi cielo. และ Cielo mío.
※และที่ Diccionario del estudiante ก็ยกตัวอย่างว่า ¡Ven aquí, amor mío!
มาแล้วครับ นี่คือจุดที่คนเรียนพลาดกันเยอะที่สุดของคำนี้เลย!
คำตอบคือ ไม่ต้องเปลี่ยนครับ พูดกับผู้หญิงก็ยังใช้ amor mío เหมือนเดิม
เหตุผลอยู่ที่หลักการพื้นฐานของภาษาสเปนครับ และเป็นกฎที่ใช้ได้กับทั้งภาษา ไม่ใช่แค่คำนี้
ในภาษาสเปน คำนามทุกคำมีเพศติดตัวมาตั้งแต่เกิด และคำที่มาขยายต้องเปลี่ยนรูปตามเพศของคำนาม ไม่ใช่ตามเพศของคนที่เราพูดด้วย
สังเกตในพจนานุกรมที่ผมยกมาข้างต้นนะครับ ทุกข้อของ amor มีตัวย่อ m. กำกับอยู่ ซึ่งย่อมาจาก masculino แปลว่า amor เป็นคำนามเพศชาย
จุดที่คนเรียนพลาดบ่อยที่สุด
✕ amor mía ⇒ ผิดเสมอ ไม่ว่าจะพูดกับใคร
〇 amor mío ⇒ ถูกต้องเสมอ ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง
วิธีจำง่าย ๆ ⇒ mío เกาะกับคำว่า amor ไม่ได้เกาะกับตัวคน
※เทียบกับคำอื่นจะเห็นภาพชัดขึ้น
・vida(เพศหญิง)⇒ vida mía เสมอ แม้พูดกับผู้ชาย
・cielo(เพศชาย)⇒ cielo mío เสมอ แม้พูดกับผู้หญิง
※ข่าวดีสำหรับคนไทย ⇒ ภาษาไทยไม่มีเพศของคำนามเลย เรื่องนี้จึงเป็นของใหม่ล้วน ๆ แต่ก็ท่องจำง่ายมากเพราะ amor เป็นเพศชายเสมอ ไม่มีข้อยกเว้นครับ
วิธีออกเสียง mi amor ให้เจ้าของภาษาฟังลื่นหู
มาเก็บรายละเอียดเรื่องเสียงกันหน่อยครับ เพราะคำนี้สั้นแต่มีจุดที่คนไทยพลาดได้ 2 จุด
1. ลงเสียงหนักที่พยางค์สุดท้าย:a-MOR
ภาษาสเปนมีกฎการลงเสียงหนักที่ตายตัวมากครับ คือ คำที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ(ที่ไม่ใช่ n หรือ s)จะลงเสียงหนักที่พยางค์สุดท้าย
amor ลงท้ายด้วย r จึงลงเสียงหนักที่ -mor ⇒ อ่านว่า อา-มอร์ ครับ
สังเกตว่าคำนี้ไม่มีขีดกำกับเสียง(tilde)เพราะมันเดินตามกฎอยู่แล้ว ภาษาสเปนจะใส่ขีดก็ต่อเมื่อคำนั้นแหกกฎเท่านั้นครับ
2. ในการพูดจริง mi กับ amor จะเชื่อมติดกัน
จุดนี้แหละครับที่ทำให้คนไทยฟังเพลงสเปนแล้วหาคำไม่เจอ
เวลาภาษาสเปนมีสระชนสระข้ามคำ(mi + amor)เจ้าของภาษาจะไม่หยุดระหว่างคำ แต่จะกลืนเชื่อมกันเป็นก้อนเดียว
ทำไมฟังแล้วไม่เหมือนที่เขียน
●อ่านแบบช้า ๆ ทีละคำ ⇒ 「มิ + อา-มอร์」
●พูดเร็วแบบเจ้าของภาษา ⇒ 「มยา-มอร์」(เสียง i กลืนเข้าไปเป็นเสียงควบ)
⇒ ตอนฝึกพูด ให้พูดแบบเชื่อมติดไปเลยครับ จะฟังเป็นธรรมชาติกว่ามาก
※ปรากฏการณ์นี้เกิดทั่วทั้งภาษาสเปนครับ ไม่ใช่เฉพาะคำนี้ เช่น mi hijo ⇒ 「มยี-โฆ」/tu amiga ⇒ 「ตวา-มี-กา」
※ข่าวดีสำหรับคนไทย ⇒ เรามีเสียงควบกล้ำอยู่แล้วในภาษาแม่ การกลืนเสียงแบบนี้จึงไม่ยากสำหรับเราเลยครับ
นั่นแหละครับสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเรียนฟังภาษาสเปนไม่ทัน
พอรู้กฎนี้แล้ว ลองกลับไปฟังเพลงเดิมอีกรอบนะครับ ผมรับรองว่าคุณจะได้ยินคำที่เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินขึ้นมาทันทีเลยครับ
ใช้ mi amor ตอนไหนถึงปลอดภัย และตอนไหนควรเลี่ยง
ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องการใช้จริงครับ เพราะคำนี้กว้างมากจนบางคนกังวลว่าจะใช้ผิดที่
【ใช้ได้สบายใจ】
・กับแฟนหรือคู่ครอง ⇒ ปลอดภัย 100% เป็นการใช้หลักของคำนี้
・กับลูกหรือหลานตัวเอง ⇒ ปลอดภัย ไม่มีนัยชู้สาว
・ตอบกลับเมื่อมีคนเรียกเราก่อน ⇒ ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น
【ควรระวัง】
・กับเพื่อนร่วมงานหรือคนเพิ่งรู้จัก ⇒ เสี่ยงถูกเข้าใจว่าจีบ โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายพูดกับผู้หญิง
・ในบริบทที่เป็นทางการ ⇒ ไม่เหมาะ
・กับคนที่อายุมากกว่าและไม่สนิท ⇒ อาจฟังดูตีสนิทเกินไป
※หลักที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น
⇒ ฟังก่อนว่าคนรอบตัวเรียกกันแบบไหน แล้วค่อยเลียนแบบ เพราะความเหมาะสมของคำนี้ขึ้นกับประเทศและความสัมพันธ์ล้วน ๆ ไม่มีกฎตายตัวครับ
คำถามนี้ใช้ได้จริงมากครับ! คำตอบคือ ไม่ต้องเรียกกลับก็ได้ครับ
แค่ยิ้มแล้วตอบว่า ”Gracias” ก็พอแล้ว เพราะคำนี้เป็นการให้ความอบอุ่นฝ่ายเดียว ไม่ได้เรียกร้องให้ตอบกลับเหมือนคำทักทายครับ
สรุป:mi amor และ amorcito
มาสรุปทุกอย่างที่เราคุยกันวันนี้กันครับ
สรุปคำว่า mi amor
●mi amor(มิ-อา-มอร์)= mi(ของฉัน)+ amor(ความรัก)⇒ 「ที่รักของฉัน」
●พูดเร็ว ๆ จะกลืนเป็น 「มยา-มอร์」 ลงเสียงหนักที่「มอร์」
●DLE ให้ความหมาย amor ไว้ 14 ข้อ(รากศัพท์ตรงไปตรงมา ⇒ Del lat. amor, -ōris)
⇒ ข้อ 1 นิยามความรักว่า「ความรู้สึกที่ตั้งต้นจากความไม่เพียงพอของตัวเอง」
⇒ ข้อ 6 Persona amada(คนที่ถูกรัก)— แต่นี่คือการนิยามตัวบุคคล ไม่ใช่ป้ายบอกวิธีเรียก
⇒ ตัวอย่างที่ RAE ยกมา(a sus amores)เป็นการพูดถึงคนอื่น ไม่ใช่การเรียก
⇒ ทั้งหน้า amor ไม่มีคำว่า apelativo หรือ vocativo เลยสักครั้ง
⇒ และ DLE ไม่มีหัวข้อย่อย mi amor ทั้งที่ตั้ง mi vida ให้ vida และตั้ง alma mía/mi alma ให้ alma
●Diccionario del estudiante(ของ RAE เหมือนกัน)⇒ เขียนชัดว่า「ใช้เรียกบุคคลด้วยความรักใคร่」พร้อมตัวอย่าง ¡Ven aquí, amor mío!
⇒ ดังนั้น ใช้ mi amor เรียกคนรักได้อย่างถูกต้องแน่นอน
⇒ เล่มนี้ยังให้สำนวน eres un amor(เธอนี่น่ารักจัง)มาด้วย
●ขอบเขตการใช้กว้างมาก ⇒ แฟน/ลูกหลาน/เพื่อนสนิท/บางที่ถึงขั้นคนขายเรียกลูกค้า
⇒ เบากว่า my love ของภาษาอังกฤษมาก
⇒ แต่การใช้กลุ่มนี้ไม่มีพจนานุกรมเล่มไหนบันทึกไว้ — Diccionario de americanismos ก็ไม่มีหัวข้อ mi amor
⇒ เทียบกับไทยที่มี 「คุณลูกค้า」 เป็นแบบแผนชัดเจน ⇒ ฝั่งสเปนยังเป็นแค่「สิ่งที่คนทำกัน」ไม่ใช่「สิ่งที่ถูกจดไว้」
●amorcito = amor + -cito ⇒ 「ที่รักจ๋า」 ไม่ได้แปลว่ารักน้อยลง แต่เอ็นดูขึ้น
⇒ DLE ไม่เก็บ amorcito เป็นหัวข้อ แต่เก็บปัจจัย -ito ไว้ ว่ามี “valor diminutivo o afectivo”
⇒ ที่เป็น -cito เพราะ amor ลงท้ายด้วย r(เหมือน corazón ⇒ corazoncito)
⇒ ⚠️ อย่าสับสนกับ amorcillo ซึ่งแปลว่ารูปเด็กมีปีกในงานศิลปะ(กามเทพน้อย)คนละคำกันเลย
●amor mío = ความหมายเดียวกับ mi amor / ไม่มี amor mía เพราะ amor เป็นคำนามเพศชายเสมอ
●แกนเทียบกับภาษาไทย ⇒ ภาษาสเปนสร้างความอบอุ่นด้วย 「mi + คำนาม」 เพราะไม่มีคำลงท้าย
⇒ ส่วนภาษาไทยสร้างด้วย 「หางประโยค(จ๊ะ/นะ/ครับ/ค่ะ)+ สรรพนาม」
⇒ ตำแหน่งที่ไทยใส่「จ๊ะ」คือตำแหน่งที่สเปนใส่「mi amor」
ดีใจที่ชอบครับ! และผมอยากฝากไว้อีกอย่างหนึ่ง
ลองย้อนกลับไปที่นิยามข้อ 1 นะครับ — ความรักที่「ตั้งต้นจากความไม่เพียงพอ」นั้น จริง ๆ แล้วก็คือเหตุผลเดียวกับที่เราเรียนภาษาต่างประเทศกันนี่แหละครับ เพราะเรารู้ว่าโลกของเรายังไม่ครบ เราจึงออกไปหาภาษาอื่นครับ
ภาษาสเปนยังมีคำเรียกแทนคนรักอีกหลายคำเลยครับ ทั้ง cariño(ที่รัก)mi vida(ชีวิตของฉัน)mi cielo(ท้องฟ้าของฉัน)corazón(หัวใจ)
ผมรวบรวมไว้ให้ครบในบทความด้านล่างแล้ว ลองไปดูกันต่อได้เลยครับ!
【รวมทั้งหมด】คำเรียกแทนคนรักในภาษาสเปน — ความหมาย วิธีใช้ และความต่างของแต่ละคำ