「ser ใช้กับสิ่งที่ถาวร / estar ใช้กับสิ่งที่ชั่วคราว」
วันนี้ผมจะมาบอกความจริงที่อาจทำให้คุณตกใจครับ — กฎนี้ผิดครับ
เพราะมันใช้ได้ผลประมาณ 70% ครับ และง่ายต่อการสอนในคาบแรกๆ
แต่พอคุณเรียนไปสักพัก คุณจะเริ่มเจอประโยคที่กฎนี้อธิบายไม่ได้เลย แล้วคุณจะคิดว่า “เอ๊ะ ฉันโง่หรือเปล่า”
คุณไม่ได้โง่ครับ กฎมันผิดเอง วันนี้เรามาดูหลักฐานกันครับ
- 1 ก่อนอื่น — ยอมรับก่อนว่ากฎนี้ใช้ได้ในหลายกรณี
- 2 หลักฐานชิ้นที่ 1:”ตายแล้ว” คือสิ่งที่ถาวรที่สุด แต่ใช้ estar
- 3 หลักฐานชิ้นที่ 2:”โสด” เปลี่ยนได้พรุ่งนี้ แต่ใช้ ser
- 4 หลักฐานชิ้นที่ 3:กรุงเทพฯ ย้ายไปไหนไม่ได้ แต่ใช้ estar
- 5 หลักฐานชิ้นที่ 4:”เป็นเด็ก” เป็นได้ไม่กี่ปี แต่ใช้ ser
- 6 หลักฐานเด็ดที่สุด:ภาษาไทยเองก็พิสูจน์ว่ากฎนี้ผิด
- 7 แล้วเส้นแบ่งที่แท้จริงคืออะไร?
- 8 หลักฐานปิดคดี:คำเดียวกัน ใช้ได้ทั้งสองกริยา ทั้งที่ระยะเวลาไม่เปลี่ยน
- 9 อีกจุดที่กฎนี้ตอบไม่ได้:คำที่ใช้ได้แค่ตัวเดียว
- 10 แล้วทำไมโรงเรียนถึงยังสอนกฎนี้อยู่?
- 11 เกณฑ์ใหม่ที่ควรใช้แทน
- 12 ลองทำแบบฝึกหัดกันครับ
- 13 สรุป:ทำไมกฎ “ถาวร/ชั่วคราว” ถึงพัง
ก่อนอื่น — ยอมรับก่อนว่ากฎนี้ใช้ได้ในหลายกรณี
เพื่อความเป็นธรรม ต้องบอกว่ากฎ “ถาวร/ชั่วคราว” ใช้ได้จริงในหลายสถานการณ์ครับ
【กรณีที่กฎนี้ใช้ได้】
・Ella es alta.(เธอตัวสูง = ถาวร → ser ✓)
・Ella está triste.(เธอเศร้า = ชั่วคราว → estar ✓)
・El agua es transparente.(น้ำใส = ถาวร → ser ✓)
・El agua está caliente.(น้ำร้อน = ชั่วคราว → estar ✓)
เห็นไหมครับว่าเข้ากันได้ดี นี่คือเหตุผลที่กฎนี้อยู่ในตำรามาหลายสิบปี
ปัญหาคืออีก 30% ที่เหลือ ไม่ได้แค่ “เป็นข้อยกเว้น” แต่มันขัดกับกฎแบบตรงกันข้ามเลยครับ
หลักฐานชิ้นที่ 1:”ตายแล้ว” คือสิ่งที่ถาวรที่สุด แต่ใช้ estar
(เขาตายแล้วครับ)
นั่นแหละครับ! คำถามนี้ทำให้กฎ “ถาวร/ชั่วคราว” พังทันที
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ — พจนานุกรม DLE ของราชบัณฑิตยสภาสเปนเองก็นิยามคำว่า muerto ด้วยคำว่า está ครับ!
นิยามเขียนไว้ว่า「Que está sin vida」= “ที่อยู่ในสภาพไร้ชีวิต” ครับ
ถ้ากฎ “ถาวร → ser” เป็นจริง ประโยคนี้ต้องเป็น Es muerto. ครับ แต่ไม่มีเจ้าของภาษาคนไหนพูดแบบนั้นเลย
หลักฐานชิ้นที่ 2:”โสด” เปลี่ยนได้พรุ่งนี้ แต่ใช้ ser
(เขาโสดครับ)
DLE นิยามคำว่า soltero ไว้ว่า “ผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน”(Que no se ha casado)ครับ
แล้วสถานะโสดนี่ถาวรไหมครับ? ไม่เลย — พรุ่งนี้เจอคนถูกใจ เดือนหน้าแต่งงาน สถานะก็เปลี่ยนทันที
แต่ภาษาสเปนกลับใช้ ser ครับ
ใจเย็นๆ ครับ 555 ผมกำลังจะพาคุณไปเจอคำอธิบายที่ทำให้ทุกอย่างเข้าที่
แต่ขอโชว์หลักฐานอีกสองชิ้นก่อนนะครับ เพราะชิ้นถัดไปคือชิ้นที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุดครับ
หลักฐานชิ้นที่ 3:กรุงเทพฯ ย้ายไปไหนไม่ได้ แต่ใช้ estar
(กรุงเทพฯ อยู่ในประเทศไทยครับ)
ที่ตั้งของเมืองเป็นสิ่งที่ถาวรที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์นึกออกครับ กรุงเทพฯ อยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ปี 2325 และจะอยู่ตรงนั้นต่อไป
แต่ภาษาสเปนใช้ estar ครับ และไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ — ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดใช้ estar เสมอ
คู่มือ Diccionario panhispánico de dudas ยกตัวอย่างไว้ว่า El pueblo está al norte de la provincia.(หมู่บ้านอยู่ทางเหนือของจังหวัด)ครับ
หลักฐานชิ้นที่ 4:”เป็นเด็ก” เป็นได้ไม่กี่ปี แต่ใช้ ser
・Es joven.
(เขายังหนุ่มอยู่ครับ ※ความหนุ่มอยู่ได้ไม่กี่ปี แต่ใช้ ser)
・Es estudiante de medicina.
(เขาเป็นนักศึกษาแพทย์ครับ ※เรียนจบก็ไม่ใช่แล้ว แต่ใช้ ser)
หลักฐานเด็ดที่สุด:ภาษาไทยเองก็พิสูจน์ว่ากฎนี้ผิด
ตรงนี้เป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดของบทความนี้ครับ
คุณไม่ต้องเชื่อผม และไม่ต้องเชื่อพจนานุกรมสเปนก็ได้ครับ — ให้ดูภาษาแม่ของคุณเอง
เพราะภาษาไทยก็แยก “เป็น” กับ “อยู่” เหมือนกัน และภาษาไทยก็ไม่เคยแบ่งด้วยความถาวรเลยสักครั้งครับ
ลองดูสองประโยคภาษาไทยนี้ครับ
ทดสอบกับภาษาแม่ของคุณเอง
① “ผมเป็นนักเรียน”
⇒ เป็นนักเรียนได้แค่ไม่กี่ปี ชั่วคราวมาก
⇒ แต่ภาษาไทยใช้คำว่า “เป็น”
② “กรุงเทพฯ อยู่ในประเทศไทย”
⇒ ที่ตั้งของเมือง ถาวรที่สุด
⇒ แต่ภาษาไทยใช้คำว่า “อยู่”
นั่นแหละครับ!!
และคุณเคยสับสนไหมครับว่าจะใช้ “เป็น” หรือ “อยู่”? ไม่เคยเลยใช่ไหมครับ คุณใช้ถูกมาตั้งแต่ 3 ขวบ
แปลว่าสมองของคุณไม่ได้ใช้ “ความถาวร” เป็นเกณฑ์ตั้งแต่แรกครับ คุณใช้เกณฑ์อื่นอยู่ — และเกณฑ์นั้นแหละคือเกณฑ์เดียวกับที่ภาษาสเปนใช้ครับ
ลองอีกตัวอย่างที่ชัดกว่าเดิมครับ — คนไทยพูดว่า “ผมเป็นหวัด” ใช่ไหมครับ
หวัดอยู่กับเราแค่ 3-4 วันเท่านั้น ชั่วคราวสุดๆ แต่เราก็ยังใช้คำว่า “เป็น” อยู่ดี
เพราะสิ่งที่ “เป็น” ทำไม่ใช่การบอกว่านานแค่ไหน แต่คือการจัดเราเข้าไปในกลุ่ม “คนที่เป็นหวัด” ครับ
แล้วเส้นแบ่งที่แท้จริงคืออะไร?
คู่มือ Diccionario panhispánico de dudas ของราชบัณฑิตยสภาสเปนอธิบายเกณฑ์จริงไว้อย่างชัดเจนครับ สรุปใจความได้ว่า
โดยทั่วไปใช้ estar เมื่อคุณลักษณะที่กล่าวถึงประธานนั้น ถูกผู้พูดมองว่าเป็นผลจากการกระทำ การแปรสภาพ หรือความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงสมมติ หรือถูกมองว่าไม่คงอยู่ถาวรและผูกติดกับสถานการณ์เฉพาะทางเวลาและสถานที่หนึ่ง
ในทางกลับกัน หากคุณลักษณะนั้นถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวประธานหรือคงที่ หรือถูกนำเสนอเฉยๆ โดยไม่มีความคิดเรื่องกระบวนการหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงเพื่อจัดประธานเข้าไว้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะใช้ ser
ได้ครับ! สรุปเหลือสองบรรทัดเลย
ser ⇒ “มันคืออะไร”(จัดมันเข้ากลุ่ม)
estar ⇒ “มันเป็นยังไงแล้ว”(สภาพที่เปลี่ยนมาเป็น)
สังเกตนะครับว่าไม่มีคำว่า “ถาวร” หรือ “ชั่วคราว” อยู่ในนี้เลย ครับ
ลองเอาเกณฑ์ใหม่ไปจับกับหลักฐานทั้งสี่ชิ้น
① Está muerto.
⇒ ก่อนหน้านี้เขามีชีวิต แล้วเปลี่ยนไปเป็นสภาพไร้ชีวิต = ผลของการเปลี่ยนแปลง → estar ✓
② Es soltero.
⇒ ไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ แค่จัดเขาเข้ากลุ่ม “คนโสด” → ser ✓
③ Bangkok está en Tailandia.
⇒ ตำแหน่งในพื้นที่ = ผูกกับที่ตั้งเฉพาะแห่ง → estar ✓
④ Es joven.
⇒ จัดเขาเข้ากลุ่ม “คนหนุ่ม” ไม่ได้พูดว่าเขาเปลี่ยนมาจากอะไร → ser ✓
หลักฐานปิดคดี:คำเดียวกัน ใช้ได้ทั้งสองกริยา ทั้งที่ระยะเวลาไม่เปลี่ยน
ถ้ายังไม่เชื่อ ผมมีหลักฐานปิดคดีครับ
DPD ยกตัวอย่างคำที่ใช้ได้ทั้ง ser และ estar ทั้งที่ความหมายพื้นฐานเหมือนกันเป๊ะ ลองดูนะครับ
Tomás es calvo. / Tomás está calvo.
(โตมัสหัวล้าน)
Juan es vago. / Juan está vago.
(ฆวนขี้เกียจ)
Pedro es viudo. / Pedro está viudo.
(เปโดรเป็นพ่อม่าย)
ทั้งหกประโยคนี้ถูกไวยากรณ์ทั้งหมดครับ และ DPD อธิบายความต่างไว้ว่า
Tomás es calvo. ⇒ แค่บรรยายว่าโตมัสอยู่ในกลุ่ม “คนหัวล้าน”
Tomás está calvo. ⇒ นำเสนอความหัวล้านในฐานะผลของกระบวนการ(=เมื่อก่อนผมเยอะกว่านี้)Juan es vago. ⇒ ความขี้เกียจเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยเขา
Juan está vago. ⇒ ปกติเขาไม่ขี้เกียจ แต่ช่วงนี้กำลังผ่านช่วงขี้เกียจPedro es viudo. ⇒ นำเสนอสถานะนี้ว่าถาวร หรือแค่จัดเปโดรเข้ากลุ่ม “พ่อม่าย”
Pedro está viudo. ⇒ มองว่าเขาอาจเลิกเป็นพ่อม่ายได้ ถ้าแต่งงานใหม่
คุณจับประเด็นได้แล้วครับ!! นี่คือหลักฐานที่ปิดคดีเลยครับ
ความจริงข้างนอกไม่ได้เปลี่ยนเลย — หัวล้านเท่าเดิม นานเท่าเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนคือ มุมมองของคนพูด ครับ!
แปลว่าตัวแปรที่ตัดสิน ser/estar ไม่ได้อยู่ในโลกภายนอก แต่อยู่ในหัวของผู้พูด ครับ ซึ่งกฎ “ถาวร/ชั่วคราว” อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
อีกจุดที่กฎนี้ตอบไม่ได้:คำที่ใช้ได้แค่ตัวเดียว
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่กฎ “ถาวร/ชั่วคราว” อธิบายไม่ได้เลยครับ คือคำที่เลือกไม่ได้ ต้องใช้กริยาตัวเดียวเท่านั้น
ใช้ได้แค่ estar เท่านั้น
・El jarrón está roto.(แจกันแตกแล้ว)
⇒ พูดว่า ✕ El jarrón es roto. ไม่ได้
⇒ แต่แจกันที่แตกแล้วมันแตกไปตลอดกาล ไม่ใช่เหรอ?
・Estoy muy satisfecho.(ผมพอใจมาก)
⇒ พูดว่า ✕ Soy muy satisfecho. ไม่ได้
ใช้ได้แค่ ser เท่านั้น
・La camisa es de algodón.(เสื้อตัวนี้ทำจากผ้าฝ้าย)
⇒ พูดว่า ✕ La camisa está de algodón. ไม่ได้
สังเกตข้อแรกให้ดีครับ — แจกันที่แตกแล้วซ่อมไม่ได้ ถือเป็นสภาพถาวร แต่ภาษาสเปนบังคับให้ใช้ estar เท่านั้นครับ
เหตุผลชัดเจนมากเมื่อใช้เกณฑ์ใหม่ — “แตก” คือผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น(มีคนทำตก)จึงเป็นดินแดนของ estar โดยสมบูรณ์ ไม่เกี่ยวกับว่ามันจะแตกอยู่นานแค่ไหนเลยครับ
แล้วทำไมโรงเรียนถึงยังสอนกฎนี้อยู่?
ครูส่วนใหญ่รู้ครับ! แต่เขาเลือกสอนแบบนั้นด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ครับ
ลองนึกถึงล้อเสริมของจักรยานเด็กนะครับ — ล้อเสริมไม่ใช่วิธีขี่จักรยานที่ถูกต้อง แต่มันช่วยให้เด็กเริ่มปั่นได้ในวันแรก
กฎ “ถาวร/ชั่วคราว” ก็เหมือนกันครับ มันช่วยให้คุณพูดประโยคแรกได้ในสัปดาห์แรก
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใส่ล้อเสริม แต่อยู่ที่ไม่มีใครบอกว่าเมื่อไหร่ควรถอดออกครับ
สัญญาณว่าถึงเวลาถอดล้อเสริมแล้ว
・คุณเริ่มเจอประโยคที่กฎ “ถาวร/ชั่วคราว” อธิบายไม่ได้บ่อยกว่าที่มันอธิบายได้
・คุณเริ่มต้องท่อง “ข้อยกเว้น” เป็นลิสต์ยาวเหยียด
・คุณเริ่มลังเลว่า “อันนี้ถาวรพอหรือยัง” ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ
⇒ ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ให้เปลี่ยนไปใช้เกณฑ์ “จัดกลุ่ม vs สภาพ” ได้เลยครับ
เกณฑ์ใหม่ที่ควรใช้แทน
คำถาม 2 ข้อที่ใช้แทนกฎเดิม
คำถามที่ 1:ประโยคนี้กำลังจัดประธานเข้ากลุ่มหรือเปล่า?
(”เขาเป็นคนกลุ่มไหน” “มันเป็นของชนิดไหน”)
⇒ ใช่ → ser
คำถามที่ 2:ประโยคนี้มีนัยว่า “เมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้” หรือเปล่า?
(เติมคำว่า “…แล้ว” หรือ “ช่วงนี้…” ลงไปแล้วฟังดูดีขึ้นไหม)
⇒ ใช่ → estar
ตัวช่วยสำหรับคนไทย:ถ้าประโยคไทยใช้คำว่า “อยู่” ได้ ให้เดา estar ไว้ก่อน ถ้าใช้คำว่า “เป็น” ได้ ให้เดา ser ไว้ก่อน — แม่นกว่ากฎถาวร/ชั่วคราวมากครับ
ลองทำแบบฝึกหัดกันครับ
ข้อสอบชุดนี้จงใจเลือกประโยคที่กฎ “ถาวร/ชั่วคราว” จะทำให้คุณตอบผิดครับ ลองใช้เกณฑ์ใหม่ดูนะครับ
① El árbol ______ muerto.(ต้นไม้ตายแล้ว)
② Mi hermana ______ soltera.(น้องสาวผมโสด)
③ Lima ______ en Perú.(ลิมาอยู่ในประเทศเปรู)
④ La ventana ______ rota.(หน้าต่างแตก)
⑤ Ese anillo ______ de plata.(แหวนวงนั้นทำจากเงิน)
⑥ Él ______ muy joven todavía.(เขายังหนุ่มมาก)
เฉลยครับ!
① está(ผลจากการเปลี่ยนแปลง:เคยมีชีวิต แล้วตาย)
② es(จัดเข้ากลุ่ม “คนโสด”)
③ está(ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ → estar เสมอ)
④ está(ผลจากเหตุการณ์:มีอะไรมาทำให้แตก)
⑤ es(วัสดุ = คุณสมบัติในตัวมัน)
⑥ es(จัดเข้ากลุ่ม “คนหนุ่ม”)
เยี่ยมมากครับ! นั่นคือความต่างระหว่างกฎที่ถูก 70% กับเกณฑ์ที่ถูกเกือบทั้งหมดครับ
และอย่าลืมนะครับว่าคุณมีเกณฑ์นี้อยู่ในหัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว ในรูปของคำว่า “เป็น” กับ “อยู่” ครับ
สรุป:ทำไมกฎ “ถาวร/ชั่วคราว” ถึงพัง
●หลักฐานที่ทำให้กฎเดิมพัง
⇒ Está muerto.(ถาวรที่สุด แต่ใช้ estar)
⇒ Es soltero.(เปลี่ยนได้ง่าย แต่ใช้ ser)
⇒ Bangkok está en Tailandia.(เมืองย้ายไม่ได้ แต่ใช้ estar)
⇒ Tomás es/está calvo.(ระยะเวลาเท่ากัน แต่เลือกได้ทั้งสองแบบ)
●ภาษาไทยพิสูจน์เอง
⇒ “ผมเป็นนักเรียน”(ชั่วคราว แต่ใช้ “เป็น”)/”กรุงเทพฯ อยู่ในไทย”(ถาวร แต่ใช้ “อยู่”)
⇒ ภาษาไทยไม่เคยแบ่งด้วยความถาวร และภาษาสเปนก็เช่นกัน
●เกณฑ์ที่แท้จริง(อ้างอิงจาก DPD ของราชบัณฑิตยสภาสเปน)
⇒ ser:จัดประธานเข้ากลุ่ม/คุณสมบัติที่มีในตัว/นำเสนอโดยไม่มีความคิดเรื่องกระบวนการ
⇒ estar:ผลจากการกระทำหรือความเปลี่ยนแปลง/ผูกกับสถานการณ์เฉพาะทางเวลาและสถานที่
●ตัวตัดสินอยู่ในหัวผู้พูด ไม่ใช่ในโลกภายนอก
⇒ ความจริงเหมือนเดิม แต่ผู้พูดเลือกได้ว่าจะ “จัดกลุ่ม” หรือ “บอกสภาพ”
บทความนี้เราเจาะเรื่องความเชื่อผิดๆ ที่ต้องทิ้งเป็นหลักครับ
ถ้าอยากปูพื้นฐาน ser กับ estar ใหม่ทั้งระบบด้วยเกณฑ์ที่ถูกต้อง เชิญที่บทความหลักด้านล่างได้เลยครับ!
Real Academia Española y ASALE, Diccionario panhispánico de dudas (DPD), 2.ª edición(https://www.rae.es/dpd/estar)หัวข้อ estar(se), ser
Real Academia Española y ASALE, Diccionario de la lengua española (DLE)(https://dle.rae.es/)หัวข้อ muerto, soltero, ser, estar